“หนุ่มชัยภูมิ” ปั่นจักรยานออกกำลังกาย เจอลุงขับแท็กซี่ชนดับ เบาะติดหน้ารถไปไกล 10 กม. ก่อนน้ำมันหมดจนมุมตำรวจ

“หนุ่มชัยภูมิ” ปั่นจักรยานออกกำลังกาย เจอลุงขับแท็กซี่ชนดับ เบาะติดหน้ารถไปไกล 10 กม. ก่อนน้ำมันหมดจนมุมตำรวจ

View icon 331
วันที่ 2 มี.ค. 2567 | 09.37 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ลุงขับแท็กซี่เมาหนัก ชนหนุ่มชัยภูมิปั่นจักรยานดับไม่เหลียวแล ลากซากรถติดไปไกล 10 กม. ก่อนน้ำมันหมดจนมุมตำรวจ

วันนี้ (2มี.ค.67) เวลา 04.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชัยภูมิ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถจักรยานถูกเฉี่ยวชน และ มีผู้เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณหน้าร้านประยูรรวมช่าง ถนนหมายเลข 201สายชัยภูมิ-สีคิ้ว จ.ชัยภูมิ จึงรุดไปตรวจที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยแพทย์โรงพยาบาลชัยภูมิ และ หน่วยกู้ภัยสว่างคุณธรรมชัยภูมิ

ที่เกิดเหตุพบร่างผู้เสียชีวิต เป็นชาย 1 คน สวมเสื้อกีฬาสีดำ กางเกงปั่นจักรยานยนต์ ข้าวของรองเท้ากระจัดกระจายเกลื่อนถนน ห่างออกไปกว่า 1 กม. พบซากรถจักรยานสีดำ เหลือเพียง 1 ล้อ และ แฮนรถ ส่วนผู้เสียชีวิตทราบภายหลังว่าชื่อ นายวรรณ ไม่ทราบอายุ ส่วนรถคันก่อเหตุได้หลบหนีไป ทิ้งร่องรอยไว้เป็นป้ายทะเบียนรถยนต์ให้ดูต่างหน้า หลังติดต่อผู้ใกล้ชิดของผู้เสียชีวิต ให้ข้อมูลว่า นายวรรณปั่นจักรยานออกมาหาเพื่อน เพื่อออกกำลังกายทุกเช้า เช้าวันนี้ได้นัดกลุ่มเพื่อนที่บ้านขี้เหล็กใหญ่ เพื่อที่จะไปออกกำลังกาย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับแจ้งว่ามีรถยนต์ที่คาดว่าจะรถก่อเหตุ จอดอยู่บริเวณหน้าโรงงานไฟฟ้าบ้านเล่า จึงรีบติดตามไป จนกระทั้งพบว่าเป็นรถแท็กซี่ สีเขียวเหลือง ป้ายทะเบียน มช 8209 กรุงเทพมหานคร ซึ่งหน้ารถมีร่องรอยชนพังยับ อีกทั้ง ยังมีเบาะรถจักรยานติดอยู่หน้ารถ จึงทำการตรวจสอบและหาตัวคนขับ

กระทั้งพบคนขับอยู่ภายในรถ ทราบชื่อต่อมาชื่อนายธเนตร อายุ 62 ปี เป็นคนขับรถ เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวลงมาจากรถ ในสภาพมึนเมาพูดจาไม่รู้เรื่อง ก่อนจะเล่าว่า ดื่มสุราที่กรุงเทพฯ ก่อนขับรถกลับบ้านที่ชัยภูมิ พอมาถึงจุดเกิดเหตุได้ยินเสียงดังปัง แต่ไม่รู้ว่าชนอะไร เมื่อขับมาถึงจุดนี้ก็ต้องจอดเพราะรถน้ำมันหมด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล ได้ 195 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น จึงถูกตั้งข้อหาเมาแล้วขับ  และ ขับรถชนคนอื่นจนกระทั้งเสียชีวิตและได้กระทำการหลบหนี ก่อนคุมตัวฝากขัง ส่วนร่างผู้เสียชีวิตได้ประสานญาติให้มารับร่างกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป