แพทย์เตือน !! โรคอ้วนในเด็กถึงจุดวิกฤต

แพทย์เตือน !! โรคอ้วนในเด็กถึงจุดวิกฤต

View icon 225
วันที่ 8 ม.ค. 2568 | 11.29 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ในโอกาสวันเด็กปี พ.ศ. 2568 เครือข่ายต้านโรคไม่ติดต่อ หรือ Association of Thai NCDs Alliance (NCDs) ออกโรงกระตุ้นเตือนภัยโรคอ้วนในเด็กถึงจุดวิกฤติ และเมื่อโตขึ้นจะยังคงอ้วนและมีโอกาสเป็นโรคไม่ติดต่อสูงมาก หากแไม่แก้ไขอีก 5 ปี คนไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป 1 ใน 2 คน จะทั้งอ้วนทั้งป่วย เสนอกระทรวงสาธารณสุขผลักดันกฎหมายคุมการตลาดอาหารที่จูงใจเด็กกินหวานมันเค็ม เพื่อลดปัญหาโรคอ้วนในเด็กไทย

677e0068ec53b5.65019663.jpg

รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์ นายกสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาวะอ้วนในเด็กเพิ่มขึ้นสองเท่าเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน ปัจจัยสำคัญคือการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมสูง โดยส่วนหนึ่งเพราะเด็กถูกกระตุ้นพฤติกรรมบริโภคจากโฆษณา และการตลาดที่ใช้เทคนิคโน้มน้าวจูงใจเด็ก ทำให้เด็กเกิดความต้องการซื้อ และเกิดการบริโภคอาหารหวานมันเค็มมากเกินไปจนเกิดโทษแก่ร่างกาย รวมทั้งยังเป็นการสร้างนิสัยการกินที่ผิด ๆ ซึ่งแก้ไขได้ยากในระยะยาว ประกอบกับผู้ใหญ่บางส่วนเข้าใจผิดว่าเด็กอ้วนไม่เป็นไร เมื่อโตขึ้นก็จะผอมเอง จึงยินยอมซื้ออาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมสูงเกินมาตรฐานให้เด็กบริโภค ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด จากการศึกษาพบว่าผู้ใหญ่ที่อ้วนร้อยละ 55 เคยอ้วนตอนเป็นเด็ก ดังนั้นเด็กอ้วนจึงมีความเสี่ยงที่จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนและเจ็บป่วยด้วยโรค NCDs ตั้งแต่อายุยังน้อย หากไม่แก้ไขอีก 5 ปี คนไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป 1 ใน 2 จะเป็นโรคอ้วน

677e006920b5d3.00450727.JPG

รศ.นพ.เพชร กล่าวอีกว่า การตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมซื้อและบริโภคอาหารที่มีไขมันน้ำตาลและโซเดียมมากขึ้น ปัจจุบันผู้ผลิตและจำหน่ายใช้เทคนิคการตลาดอาหารฯ เช่น การโฆษณาการใช้เนื้อหาที่ดึงดูดใจ การจำหน่ายในสถานศึกษา การจำหน่ายแบบตรงและออนไลน์ การจูงใจด้วยราคา การแลก แจก แถม ชิงโชค การสนับสนุนกิจกรรมของเด็ก การบริจาคอาหารสินค้าตัวอย่างให้เข้าถึงเด็กในโอกาสต่าง ๆ โดยหวังผลด้านสร้างภาพลักษณ์และเพิ่มยอดขายแก่ผลิตภัณฑ์ จากการวิจัยพบว่าเด็กไทยประมาณ 70-80% พบเห็นสื่อและเทคนิคการตลาดอาหารเหล่านี้ในชีวิตประจำวันจนชินตา  และเลือกซื้อโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กตามแนวทางเพื่อการยุติโรคอ้วนในเด็กในระดับสากล (Ending Children Obesity : ECHO) ขององค์การอนามัยโลก

677e00dc1ac939.49139716.JPG

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาโรคอ้วนในเด็กและป้องกันโรคไม่ติดต่ออย่างยั่งยืน เครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทยร่วมกับกรมอนามัย และภาคีสุขภาพได้ยกร่างกฎหมายควบคุมการโฆษณาและการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก เพราะมีหลักฐานทางวิชาการชัดเจนว่าการใช้กฎหมายที่เข้มแข็งควบคุมการโฆษณาการตลาดอาหารที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทางโภชนาการที่เหมาะสมนั้น จะส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็กอย่างชัดเจน โดยร่างกฎหมายนี้จะมีเนื้อหาสำคัญ เช่น ห้ามทำการโฆษณาที่มีลักษณะโน้มน้าวจูงใจเด็ก ห้ามทำการแลก แจก แถม ชิงรางวัล ห้ามบริจาคอาหารหรือขนมเหล่านี้ในกิจกรรมของโรงเรียนเพราะเป็นการสนับสนุนที่เชื่อมโยงกับสินค้าโดยตรง  ห้ามทำกิจกรรมการตลาดออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งร่างกฎหมายนี้ยกร่างมากว่า 3 ปี และผ่านการประชาพิจารณอย่างกว้างขวางแล้ว เมื่อประกาศใช้ จะเป็นเครื่องมือปกป้องเด็กจากการบริโภคที่ไม่เหมาะสมที่ไม่อาจรู้เท่าทันเทคนิคทางการตลาด เพื่อให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งแข็งทางสังคมและเศรษฐกิจด้วยการมีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นพื้นฐาน

677e006a23c7b9.30753614.jpg

ทั้งนี้สาเหตุของโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเกิดจากการบริโภคอาหารที่มีความหวานมันเค็มสูงเป็นปัจจัยหลักถึงร้อยละ 80 ร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การไม่ออกกำลังกาย และภาวะเครียด เป็นต้น ปัจจุบันพบผู้ป่วยที่อ้วนและป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 40 ปี เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสมาพันธ์โรคอ้วนนานาชาติคาดการณ์ในอีก 6-7 ปี ข้างหน้า จะเกิดภาระทางด้านค่ารักษาพยาบาลและเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 7 แสนล้านบาท

677e006b5c69f3.61460626.jpg

677e00dd256b27.45069777.png