ข่าวเย็นประเด็นร้อน - "ณัฐพงษ์" เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ชี้รัฐบาลชุดนี้ ดำรงอยู่เพื่อให้เกิด "ดีลแลกประเทศ" มีคนเพียง 1 % ที่ได้รับผลประโยชน์
เริ่มขึ้นแล้ว สำหรับการประชุมนัดพิเศษ อภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติเอาไว้ ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยเวลา 08.30 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน เริ่มเปิดญัติติอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 ประชาชนเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง ด้วยความหวังและความเชื่อมั่นว่า พอกันได้แล้วกับ 9 ปีที่สูญเสียไป แต่หากใครนอนหลับตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง แล้วตื่นลืมตาขึ้นมาวันนี้ ก็คงได้แต่แปลกใจว่า ทำไมทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลจากคณะรัฐประหารก่อนหน้านี้
รัฐบาลชุดนี้เริ่มต้น ดำรงอยู่ และเดินหน้าเพื่อให้เกิด "ดีลแลกประเทศ" มีประโยชน์ของคนตระกูลชินวัตรเป็นแกนกลาง ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใกล้ชิด และเครือข่ายการเมืองเป็นแกนรอง ส่วนประเทศและประชาชนนั้นต้องรอไปก่อน ใกล้วันเลือกตั้งค่อยมาปรับบทละครกันอีกที
จากพฤติกรรมตั้งแต่สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ จนถึงสมัยนางสาวแพทองธาร หลายคนวิจารณ์ว่า รัฐบาลเพื่อไทย ยอมเป็น "นั่งร้าน" ให้กลุ่มอำนาจเดิม เพื่อกลับสู่อำนาจ แต่เวลาพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง รัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ใคร เพราะได้หลอมรวมเป็นพวกเดียวกันหมดแล้ว เล่มเกมเดียวกันมาตั้งแต่แรก เรื่องไหนที่เดินหน้ารวดเร็วผิดปกติ ไม่สนคำทักท้วง คือเรื่องที่ดีลผลประโยชน์ลงตัว อย่างเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่กลายเป็นวาระเร่งด่วน ให้ความสำคัญเหนือการแก้ปัญหาชาวนา หรือพัฒนาการศึกษาเพื่อเยาวชน
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม สื่อมวลชนถามนายกฯ ว่า คิดอย่างไรเมื่อฝ่ายค้านใช้ชื่อการอภิปรายครั้งนี้ว่า "ดีลแลกประเทศ" ท่านถามสื่อมวลชนกลับว่า "ตระกูลชินวัตรได้อะไร" สื่อมวลชนก็อธิบายต่อว่า "ได้คุณทักษิณกลับบ้าน" นายกฯ ก็ตอบเพียงว่า "ได้คุณพ่อกลับมา อ๋อ คงเป็นเรื่องนี้เรื่องเดียวตลอดไป" อย่างน้อยที่สุด นายกฯ ก็ยอมรับว่า ดีลการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เริ่มต้นจากการพาคุณทักษิณ กลับบ้านจริง ๆ แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ดีลแลกประเทศครั้งนี้ มีเพียงคนไม่ถึง 1 % ที่ได้รับผลประโยชน์ แม้จะต้องทำลายล้างระบบนิติรัฐ นิติธรรม หรือกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศ และถึงการยอมทำให้ประเทศไทยถูกแช่แข็ง เศรษฐกิจล้าหลัง ทิ้งเศษซากปรักหักพังไว้ให้คนอีก 99 % ในประเทศนี้
อีกหนึ่งซีน ที่เรียกเสียงฮือฮาจากคอการเมือง คงเป็นนาทีประวัติศาสตร์ เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นอภิปราย มีนายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นสอบถามนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ว่า "ท่านคนนี้ (ประวิตร) มีความเหมาะสมจะทำหน้าที่อภิปรายวันนี้หรือไม่ เพราะตั้งแต่ร่วมประชุมสภาฯ มาหลายเดือน ไม่เคยเห็นท่านผู้นี้ มาร่วมประชุมเลย" แต่สุดท้ายประธานสภาฯ ก็ให้อภิปรายเช่นเดิม
พล.อ.ประวิตร เริ่มอภิปรายด้วยน้ำเสียงสั่นเป็นบางช่วงว่า ประชาชนเดือดร้อนสาหัส ปัญหาปากท้องไม่ได้รับแก้ไข ส่วนตัวพยายามเอาใจช่วยนายกฯ เพราะเห็นว่าเคยบริหารงานธุรกิจมาก่อน แต่ปรากฏว่าไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ การตัดงบประมาณนับแสนล้าน ที่ควรอัดฉีดเข้าสู่เศรษฐกิจ แต่นำเงินก้อนนี้ไปแจกเงินหมื่น ทั้งที่มีการเตือนว่าไม่ได้ผล ควรกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการอื่น ๆ แทน
ที่น่าเสียใจ เป็นเรื่องลูกเรือคนไทย ที่นายกฯ รับปากจะนำกลับมา แต่ผ่านมา 4 เดือนแล้ว ยังไม่ได้กลับ ส่วนตัวเห็นใจนายกฯ ต้องมาตัดสินใจเรื่องที่ไม่มีประสบการณ์ ประเทศชาติไม่ใช่เวทีที่จะให้มือสมัครเล่นมาซ้อมได้ ที่สำคัญนายกฯ ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4)(5) ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพราะทำนิติกรรมอำพราง ยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หลีกเลี่ยงภาษี เรื่องการถือหุ้นบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ต คลับ จำกัด ทั้งที่รู้ว่าเป็นที่ดินธรณีสงฆ์
ช่วงท้าย พล.อ.ประวิตร ระบุว่า "ตนเองเป็นคนพูดไม่เก่งเท่ากับตอนหนุ่ม ๆ จึงใช้ใจในการบันดาลแรงในการบริหารราชการแผ่นดินสำเร็จมาได้หลายอย่าง ส่วนนายกฯ เป็นคนหนุ่มสาว แข็งแรง เชื่อว่าท่านจะบริหารประเทศด้วยสติปัญญา มีความอ่อนน้อม แต่หนักแน่นในหลักการ ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าครอบครัวและพวกพ้อง"
จากนั้น นางสาวแพทองธาร กล่าวชี้แจงสั้น ๆ ว่า "ที่ท่านสมาชิกอาวุโสพูดเมื่อสักครู่นั้น ไม่เป็นความจริง"
คำตอบของ นางสาวแพทองธาร ในการอภิปรายโต้ตอบ คล้าย ๆ กับที่ พล.อ.ประวิตร ชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 วันนั้น พล.อ.ประวิตร ชี้แจงประเด็นการรับของกำนัลเกิน 3,000 บาท และประเด็นล้มเหลวการบริหารราชการแผ่นดิน แบบสั้น ๆ ว่า "สิ่งที่ท่านพูดมา ไม่เป็นความจริงเลย"
การอภิปรายครั้งนี้ของ พล.อ.ประวิตร เป็นการอภิปรายครั้งแรกในฐานะฝ่ายค้าน เพราะก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร จะได้เป็นฝ่ายรัฐบาลเสมอ หากย้อนบทบาทการอภิปรายในสภาฯ ของ พล.อ.ประวิตร ตั้งแต่ปี 2564-2568 พบว่ามีเพียง 3 ครั้งใหญ่ คือ เมื่อปี 2564 ที่กล่าวไปข้างต้น
จากนั้น วันที่ 20 กรกฎาคม 2565 พล.อ.ประวิตร ลุกขึ้นอภิปรายชี้แจง กรณียืมนาฬิกาหรูเพื่อน โดยระบุว่าตนก็มีเพื่อนดี ๆ ที่จะให้ยืมอะไรก็ได้ พร้อมชี้แจงเรื่องรัฐประหาร เมื่อปี 2557 ว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง พร้อมชี้มือไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พร้อมกล่าวว่า “นี่ครับ คนที่ปฏิวัติ ท่านนายกฯ คนเดียว จนทำให้วาทะนี้กลายเป็นวาทะเด็ดแห่งปี 2565
แต่หลังจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ปี 2568 พล.อ.ประวิตร ก็ไม่ได้อภิปรายในสภาฯ อีกเลย บางครั้งมาเซ็นชื่อแล้วเดินทางกลับออกไปทันที มีเพียงวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ในการประชุมสภาให้ความเห็นชอบ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ขานลงคะแนน "ไม่เห็นชอบ" ให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ สำหรับประเด็นการถือหุ้นบริษัทอัลไพน์ฯ ที่ พล.อ.ประวิตร อภิปรายช่วงเช้า ล่าสุดกรมที่ดิน มีเอกสารชี้แจงว่า การถือหุ้นบริษัทอัลไพน์ นายกฯ ได้รับโอนหุ้นมาจากผู้ถือหุ้นเดิมก่อนเข้ารับตำแหน่ง และการโอนเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนการเพิกถอนที่ดินให้กลับเป็นที่ธรณีสงฆ์ หลังจากนายกฯ เข้ารับตำแหน่ง มิได้มีการสั่งการที่เป็นการแทรกแซง หรือชะลอการเพิกถอนที่ดิน ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ