กรมที่ดิน แจงชัดโรงแรมครอบครัว “นายกฯ” ที่เขาใหญ่ได้มาถูกต้อง หลัง “ฝ่ายค้าน” อ้างเป็นที่ดินนิคมสร้างตนเอง อยู่ตรงต้นน้ำลำธารสาธารณะ ไม่อาจออกเป็นโฉนดได้
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรช่วงกลางดึกวานนี้ (24มี.ค.68) เพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะช่วงที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำลังชี้แจงประเด็นร้อนส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน โดยยืนยัน มีหลักฐานชัดเจนทั้ง 40 คน มีสัญชาติจีน ไม่ใช่ชาติอื่นตามที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้าง และ มีหลักฐานยืนยันว่า ทั้ง 40 คนยินยอมกลับจีนโดยสมัครใจ ไม่ได้ถูกบังคับ พร้อมตำหนิการใช้คำว่า “กีกี้” กล่าวกับ สส.หญิง ซึ่งเป็นถ้อยคำหยาบโลน จนฝ่ายค้านลุกขึ้นประท้วงหนัก เพราะมองว่าถูกบิดเบือนความหมาย จนท้าทายให้เปิดความหมายในอินเตอร์เน็ต ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันในจุดยืนของตนเอง จนเกิดความวุ่นวาย
ท้ายที่สุด นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานในการประชุมขณะนั้น ได้ขอให้สมาชิกนั่งลงหลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล ทำให้ต้องลุกขึ้นยืน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปี 2562 ข้อ 77 ระบุว่า ถ้าประธานให้สัญญาณด้วยการเคาะค้อนหรือยืนขึ้น ให้ผู้ที่กำลังพูดหยุดพูดและนั่งลงทันที
อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในการอภิปราย คือ การถือครองที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายของ นายกรัฐมนตรี ที่เขาใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของ โรงแรมมีนายกรัฐมนตรี และ ตระกูลชินวัตร เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคประชาชน พยายามชี้ให้เห็นว่า เป็นที่ดินของนิคมสร้างตนเองลำตะคอง ตั้งอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารสาธารณะ ซึ่งไม่ควรมีใครเข้าไปใช้ประโยน์ หรือออกเป็นโฉนดได้ ซึ่งเป็นที่ดินในระแวกเดียวกันกับสนามกอล์ฟ ของตระกูลชาญวีรกูลด้วย
ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลุกขึ้นชี้แจงหลังถูกพาดพิง โดยย้ำว่า ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีทำธุรกรรมการโอน จ่ายค่าอากรแสตมป์ ตามกระบวนการของกรมที่ดิน เป็นการดำเนินการด้วยเจตนาสุจริต ดังนั้น การที่นายธีรัจชัย อ้างว่า เจ้าของปัจจุบันได้มาโดยผิดกฎหมาย ไม่เป็นความจริง และ ยืนยันว่า พร้อมให้ตรวจสอบตามกฎหมาย หากผิดก็ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่ขออย่าเพิ่งกล่าวหาว่าผิดกฎหมาย เพราะการได้มาทำตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ
ขณะเดียวกัน กรมที่ดิน ชี้แจงการออกโฉนดที่ดินโรงแรมของครอบครัวชินวัตร และ ครอบครัวชาญวีรกูล ที่เขาใหญ่ ระบุว่า
คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ได้มีมติให้นิคมสร้างตนเองลำตะคองนำพื้นที่ต้นน้ำลำธารไปจัดที่ดินให้กับราษฎร ที่ครอบครองทำประโยชน์ ได้มีการออก น.ค. 3 ในพื้นที่ดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย และ กันพื้นที่ไว้เพื่อเป็นพื้นที่ปลูกป่าทดแทนและอนุรักษ์ดินและน้ำ ประมาณ 33,000 ไร่ ดังนั้น เมื่อราษฎรที่เป็นสมาชิกนิคมได้รับ น.ค. 3 จึงสามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือ น.ส. 3 ก. ได้โดยในกระบวนการออกโฉนดที่ดินหรือ น.ส. 3 ก. ผู้ปกครองนิคมฯ จะต้องร่วมรังวัดและยืนยันความถูกต้องของ น.ค. 3 ด้วย
และ โฉนดที่ดินดังกล่าวของครอบครัวชินวัตร ออกจากหลักฐาน น.ค. 3 เมื่อปี พ.ศ. 2528 และขายเปลี่ยนมือมาหลายทอดจนมาถึงบริษัทแห่งหนึ่งในปี พ.ศ. 2560 ซึ่งไม่ได้ออกให้แค่ที่ดินแปลงนี้ แต่มีการออกโฉนดที่ดินและ น.ส. 3 ก. เป็นจำนวนถึง 10,165 แปลง
สำหรับกรณีที่ดินของครอบครัวชาญวีรกูล ซึ่งตั้งอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองลำตะคอง ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบแนวเขตที่ดินนิคมสร้างตนเองลำตะคอง ได้ตรวจสอบและรับรองแนวเขตแล้ว นิคมสร้างตนเองลำตะคองจึงได้ออก น.ค. 3 ให้สมาชิก พื้นที่ส่วนนี้จึงเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างนิคมสร้างตนเองลำตะคองกับ ส.ป.ก. คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีความเห็นเรื่องเสร็จที่ 128/2548 ระบุว่า กรณีนิคมสหกรณ์จัดที่ดินล้ำเข้าไปในเขตปฏิรูปที่ดินในอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ให้ ส.ป.ก. ส่งมอบพื้นที่คืนให้แก่คณะกรรมการจัดที่ดินเพื่อส่งมอบให้นิคมสหกรณ์ต่อไป ซึ่งกรมที่ดิน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ แก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินทับซ้อนตามแนวทางดังกล่าวแล้ว