ศาลปกครอง พิพากษาแก้สั่ง “ยิ่งลักษณ์” ชดใช้ 10,028 ล้านบาท ปล่อยโกงระบายข้าว

ศาลปกครอง พิพากษาแก้สั่ง “ยิ่งลักษณ์” ชดใช้ 10,028 ล้านบาท ปล่อยโกงระบายข้าว

View icon 297
วันที่ 22 พ.ค. 2568 | 16.37 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ศาลปกครอง พิพากษาแก้สั่ง “ยิ่งลักษณ์” ชดใช้ 10,028 ล้านบาท ชี้ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ปล่อยโกงระบายข้าว

วันนี้ (22 พ.ค.68) ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาแก้คำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง โดยสั่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ความเสียหายจากโครงการจำนำข้าว จำนวน 10,028 ล้านบาท  เนื่องจากเห็นว่า การรับจำนำข้าว 4 โครงการ เป็นหนึ่งในโครงการที่คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น อนุมัติตามนโยบายต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่บังคับใช้ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียวที่จะสามารถยกเลิกยับยั้งมติของคณะรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ด้วยเหตุนี้ ผู้ฟ้องที่ 1 จึงไม่มีส่วนรับผิดชอบ เพราะถือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย เพื่อให้บรรลุผลตามนโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นการกระทำตามการปกครอง ไม่ใช่การกระทำทางการเมือง ศาลจึงไม่อาจรับฟังคำสั่งที่ 1351/2559 ของกระทรวงการคลังได้ โดยเห็นว่าเป็นไปตามระเบียบการทุกประการ แต่เป็นการทุจริตระดับผู้ปฏิบัติ จึงมองว่าไม่ถึงขนาดเป็นการจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ที่เกิดจากการทุจริตให้แก่กระทรวงการคลัง

ขณะที่ เรื่องการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี เห็นว่า เมื่อรับทราบปัญหาจากการรับจำนำข้าวเปลือก แต่นายกรัฐมนตรีละเว้นและเพิกเฉย ไม่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ ป้องกันปัญหา ทั้งที่ย่อมเล็งเห็นได้ว่า มีความเสียหายเกิดขึ้นชัดเจนแล้ว แต่ปล่อยให้เกิดการทุจริตในทุกขั้นตอน ระบายข้าวไม่ทัน จนข้าวเสื่อมคุณภาพ โดยไม่คำนึงถึงรายงานของ สตง.และ ป.ป.ช .

จึงมีพฤติการณ์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้เจ้าหน้าที่และเอกชนที่เกี่ยวข้องมีโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ในโครงการรับจำนำข้าว และส่งผลต่อระบบการเงินการคลังของประเทศ รวมถึงงบประมาณแผ่นดิน ศาลจึงให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อกระทรวงการคลัง ในโครงการจีทูจี เนื่องจากขายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด ซึ่งมีค่าเสียหายจำนวน 20,057,723,761.66 บาท โดยให้รับผิดชอบในอัตราร้อยละ 50 หรือ คิดเป็นเงิน 10,028,861,880.83 บาท ตามคำสั่งของกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.59 เฉพาะส่วนที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายทดแทน

นอกจากนี้ ศาลยังให้เพิกถอนคำสั่งประกาศการและการดำเนินการใดๆ กรมบังคับคดี อธิบดีกรมบังคับคดี และเจ้าพนักงาน ที่มีคำสั่งประกาศหรือการดำเนินการใดใดในการยึดอายัดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อขายทอดตลอด และให้ปลัดกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังดำเนินการสั่งเกี่ยวกับการขอกันส่วนทรัพย์สินของนายอนุสรณ์ อมรฉัตร อดีตสามี จำนวน 37 ราย ที่ถูกยึดเพื่อนำมาขายทอดตลาดตามสิทธิ์ พร้อมทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อกันส่วนของนายอนุสรณ์ในฐานะเจ้าของร่วม เพื่อแจ้งต่อเจ้าตัว ภายใน 60 นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง

ทั้งนี้ คดีนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับพวกรวม 2 คน ฟ้องนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 9 คน ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ (ผู้ฟ้องคดีที่ 1) ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่กระทรวงการคลัง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6) มีคำสั่งที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.59 ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะนายกรัฐมนตรีและในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล

ศาลปกครองกลาง พิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าวที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท เพิกถอนคำสั่ง ประกาศ และการดำเนินการใด ๆ ของกรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7, อธิบดีกรมบังคับคดี ที่ 8 และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร 6 ที่ 9 ในการยึด อายัดทรัพย์สินเพื่อดำเนินการขายทอดตลาด ที่สืบเนื่องจากคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าว และเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ตามหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ กค 0206/ล 2174 ลงวันที่ 30 ส.ค.62 ที่ยกคำร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวมของผู้ฟ้องคดีที่ 2

ต่อมากระทรวงการคลัง และผู้ถูกฟ้องทั้งเก้า ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลางดังกล่าว