จตุพรซัด บ้านเมืองเรา ได้นักอะไรก็ไม่รู้มาปกครอง สะท้อนวามอ่อนแอ

จตุพรซัด บ้านเมืองเรา ได้นักอะไรก็ไม่รู้มาปกครอง สะท้อนวามอ่อนแอ

View icon 139
วันที่ 7 มิ.ย. 2568 | 14.04 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
"จตุพร" ยันไม่ได้เรียกร้อง เพราะกระหายสงคราม-รัฐประหาร แต่คนที่เรียกรัฐประหารคือนายกฯที่อ่อนแอ ลั่น ปัญหาทั้งหมดเกิดจากพ่อนายก เตรียม บุกแพทยสภาแสดงจุดยืน ท้า "ทักษิณ"ไปศาล 13 มิ.ย.นี้ แต่เชื่อไม่ไป แต่หากหนีฟันธงไปทาง ”กัมพูชา“ แน่

6 มิ.ย. 68 นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองพร้อมด้วยวิทยากร อื่นๆ ร่วมกันแถลงข่าวกิจกรรมในหัวข้อ เมื่อประเทศไทยมีปัญหา ถึงเวลาของคนไทยทุกคน ที่ต้องมาร่วมกันทำวาระเพื่อชาติ

โดยนายจตุพร กล่าวว่า ขณะนี้มีสถานการณ์ที่ชี้ชะตาของประเทศอยู่ โดยเฉพาะกรณีไทย-กัมพูชา ซึ่งตนเคยพูดว่า ถ้าไทยกับกัมพูชาจะมีปัญหากันได้นั้น จะต้องไม่ใช่วันที่ตระกูลชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะ 2 ครอบครัวนี้สนิทกันมาก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีบ้านอยู่กรุงพนมเปญ ลูกของน้องสาวก็เป็นดองกับผู้แทนที่กัมพูชา โดยส่วนตัวก็รู้จักนายฮุน เซน และนายฮุน มาเนต แต่พวกเราก็แยกแยะได้ระหว่างการรู้จักส่วนตัว กับเรื่องผลประโยชน์ชาติ โดยเฉพาะเรื่องดินแดน

ดังนั้น การทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สะท้อนให้เห็นซึ่งความอ่อนแอ และเป็นการพูดในลักษณะที่เสียเปรียบ เมื่อนายทักษิณ บอกว่าพูดคุยกันอย่างสนิทสนมกับนายฮุน เซน บอกว่าจะเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามตะกร้อซึ่งไม่มีใครขำด้วย แม้บอกว่าจะทำให้พื้นที่เป็น No man's land และนายภูมิธรรม บอกว่า ไม่ใช่การรุกล้ำพื้นที่ เพราะหาก เป็น No man's land จริง ไม่มีใครมีสิทธิเข้า แต่การไป สารภาพยอมรับว่า ไม่มีการรุกล้ำพื้นที่นั้น กัมพูชาเขาต้องการแค่นี้ จึงลากไปศาลโลก และแม้ว่าไทยไม่ได้เป็นสมาชิกศาลโลก แต่การสร้างความชอบธรรมในกระบวนการอื่น ๆ จากความอ่อนแอของนายกรัฐมนตรี ทั้ง พูดไม่รู้เรื่อง ควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์การเมืองที่สุ่มเสี่ยงจะต้องเสียดินแดน เพราะเราเป็นประเทศที่เสียดินแดนมากกว่าที่เหลืออยู่ และจะไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียวอีกต่อไป

แต่การออกแถลงการณ์เรียงตามลำดับ ไม่ได้สะท้อนถึงความแข็งแรง ของประเทศนี้ แม้กระทั่งนายภูมิธรรม ออกแถลงการณ์เมื่อเช้าก็ยังไม่ได้แสดงว่าประเทศแข็งแรง จนกระทั่งผู้บัญชาการทหารบก ออกคำสั่งให้ กองกำลังบูรพา กองกำลังสุรนารีพิจารณาเปิด-ปิดด่าน ชายแดน และอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตนเชื่อว่าแม่ทัพภาคที่ 2 จะประกาศใช้กฎอัยการศึก ตามตะเข็บชายแดน

การที่ได้รัฐบาลที่มีความอ่อนแอ ในวันที่ต้องการความเข้มแข็ง แน่นอนไม่มีใครกระหายสงคราม แต่บทเรียนของการเจรจาระหว่างรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของ 2 ชาตินั้น ทางกัมพูชาก็ปฏิเสธทุกข้อ จึงต้องยอมรับความเป็นจริงว่า กัมพูชาได้นักรบปกครอง บ้านเมืองเราได้นักอะไรก็ไม่รู้มาปกครอง ไม่มีความเท่าทัน ในการที่จะทำหน้าที่ปกป้องดินแดน

นายจตุพร ยังกล่าวด้วยว่า ในวันที่ 10 มิ.ย. นี้ จะมีการประกาศแสดงจุดยืน แต่เมื่อเรามองเห็นว่าปัญหาของชาติมาจากพ่อของนายกรัฐมนตรี

วันที่ 11 มิ.ย. นี้ ก็จะเดินทางไปที่แพทยสภา ในเวลา 10.00 น. เพราะนี่จะเป็นเรื่องจุดเปลี่ยน เชื่อว่า เกิน 60 เสียงในแพทยสภา ที่จะยืนตามมติเดิม โต้กลับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ส่วนวันที่ 13 มิ.ย. นั้น ที่ศาลฎีกานัดพร้อมและไต่สวน ขอท้านายทักษิณ ว่าให้แสดงความกล้าหาญ จะไปศาลหรือไม่ ตนไม่ต้องการฟังเหตุผลว่าป่วยอีกแล้ว ถ้าไปต้องไปในวันนั้น และถ้าศาลพิจารณาเสร็จในวันนั้นก็น้อมรับคำสั่ง จึงจะได้เป็นแบบอย่าง ควรจะต้องใช้ความกล้าหาญ กล้าประกาศว่าหัวเด็ดตีนขาด ตายเป็นตาย คุกเป็นคุกเลยไหม ว่าวันที่ 13 มิ.ย. นี้ จะไปที่ศาลฎีกา

นายจตุพร ยังกล่าวต่อว่า ประเด็นสุดท้ายที่ทางกัมพูชานัดประชุม JBC ที่กรุงพนมเปญ ซึ่งกัมพูชายืนยันว่าจะไม่เอา 4 เรื่องเข้า ทางกัมพูชา เขาบอกเขาไปศาลโลกอย่างเดียว แต่ทางการไทยยังซื้ออยู่ทั้งที่ไม่มีวาระนี้แล้ว

โดยหลักการในเรื่องการปักปันเขตแดน ตรงไหนตกลงกันไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ จะไม่มีใครมีสิทธิเข้าไป และตกลงกันว่า วันใดที่จุดนั้นมีความเจริญเท่าเทียมกัน ค่อยมาเจรจากันอีกครั้ง แต่ไม่ใช่มาขุดคูเรด ในเขตพื้นที่อ้างสิทธิกันได้ นั่นคือการรุกล้ำ และแสดงความเป็นเจ้าของ และหลังจากที่นายภูมิธรรมไปเจรจารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รองนายกฯ กัมพูชา เขากลับไปออกแถลงการณ์ ไม่ถอนกำลัง และไม่ถอย ประเทศไทยก็ไม่มีมาตรการใด ๆ เมื่อเขาครอบครองก็มีหลักการเดียว เหมือนกฎหมายปิดปากกรณีปราสาทเขาพระวิหาร เราจะไปเสียโง่ซ้ำประเด็นเดิม ๆ นี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นหัวใจหลักของเรื่อง ในประเทศไทยวันที่ 12-13 มิ.ย. นั่นคือจะเปลี่ยนที่สำคัญ และถ้าคุณทักษิณ ให้ความร่วมมือ ก็ไปที่ศาลฎีกา ส่วนหลังจากไปใช้ชีวิตในเรือนจำ ตนเชื่อว่าร้อยทั้งร้อยไม่ไป

นายจตุพร ย้ำว่า นี่คือการปกป้องประเทศ ไม่ใช่การเรียกร้องรัฐประหาร การไม่รักชาติแล้วอ้างว่าคนที่เขารักชาติเรียกร้องรัฐประหารในแผ่นดินนี้ ถ้าจะมีใครเรียกร้องรัฐประหารนั้นก็มีทางเดียว คือความอ่อนแอของตัวนายกรัฐมนตรี การไม่รู้จักหน้าที่ของรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั่นคือการเรียกรัฐประหารตัวจริง คนไทยมีหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน เช่นเดียวกับทหารที่เขาต้องทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นอย่าไปโทษใคร การทำหน้าที่ของรัฐบาล อ้างความสนิทสนม นี่นายกเพิ่งไปที่กัมพูชามา เราก็มีปัญหากับดินแดน ก่อนหน้านี้ไปจีนมา นักท่องเที่ยวจีนหายหมด ขอร้องอย่าไปที่ไหนอีก

นายจตุพร ยังกล่าวว่า ในภูมิภาคนี้ ทางกัมพูชามีความมั่นคงภายในมากที่สุด หากไปทางฝั่งมาเลเซีย นายอันวาร์ ไม่ได้แข็งแรงแบบซีกกัมพูชา และวันที่ 13 มิ.ย. เชื่อได้ว่านายทักษิณ ไม่ไป ตนอยากทายผิด อยากหน้าแตก แต่ตนเชื่อว่าเขาไม่ไป ฉะนั้น ช่องทางตะเข็บไทยกัมพูชา มีช่องทางจำนวนมากที่จะออกไปได้ หากมีความปล่อยปละละเลย และที่ผ่านมาการออกนอกประเทศของนายทักษิณ แม้กระทั่ง ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถ้าไม่ร่วมมือกันกับผู้มีอำนาจ ไม่มีวันที่จะออกได้ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน สถานการณ์ขณะนี้ช่องทางธรรมชาติ กองกำลังบูรพา หรือสุรนารี ย่อมที่จะรู้กันเป็นอย่างดีว่ามีช่องไหนบ้าง ดังนั้น ตนก็ยังเห็นว่าถ้าจะมีการออกนอกประเทศ ช่องทางเดียวเท่านั้นคือกัมพูชา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง