จเรตำรวจ จ่อเชือดเจ้าของตึกในปอยเปต ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมขยายผลหาหลักฐานเพิ่มโยง ฮุยวัน กรุ๊ป

จเรตำรวจ จ่อเชือดเจ้าของตึกในปอยเปต ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมขยายผลหาหลักฐานเพิ่มโยง ฮุยวัน กรุ๊ป

View icon 291
วันที่ 26 มิ.ย. 2568 | 14.47 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
จเรตำรวจ จ่อเชือดเจ้าของตึก 18 ชั้น และ 25 ชั้นในปอยเปต ฐานปฏิบัติการ พร้อมขยายผลหาหลักฐานเพิ่มโยง ฮุยวัน กรุ๊ป เผย กัมพูชาไม่ค่อยร่วมมือปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันนี้ (26 มิ.ย.68) พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผอ.ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ผอ.ศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยว่า สถานการณ์หลังปิดด่านและการตัดระบบโทรคมนาคมในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้การหลอกลวงทางไซเบอร์มีแนวโน้มลดลง เห็นได้ชัดจากการโทรศัพท์เข้ามาหลอกลวงซึ่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตจะถูกตัดบ่อยครั้ง โดยพบว่าปัจจุบันการหลอกลวงทางไซเบอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้ประเทศกัมพูชาเป็นที่ตั้งฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นอันดับ 1 โดยประเทศไทยอยู่ระหว่างการขยายผลดำเนินการทางคดีกับเจ้าของตึก 25 ชั้น และตึก 18 ชั้น ในปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากประเทศกัมพูชาในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีที่ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่กัมพูชา ยิ่งมีสถานการณ์ความตึงเครียดที่ชายแดน ก็ยังไม่ได้ติดต่อกับทางตำรวจกัมพูชาหรือทางการของกัมพูชา เพื่อประสานข้อมูลปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สำหรับการขยายผลไปถึงกลุ่มทุนเทาต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะกลุ่มฮุยวัน กรุ๊ป ตำรวจมีข้อมูลระดับหนึ่งว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวบ้าง แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทดังกล่าวเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง แม้จะมีข้อมูลจาก UNODC เรื่องการตั้งฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเส้นทางการเงิน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ดำเนินคดีทางกฎหมายได้ จึงต้องแสวงหาพยานหลักฐานอื่นๆ เพิ่มเติม เพราะบริษัทดังกล่าวไม่ได้มีการตั้งฐานอยู่ในประเทศไทย

ส่วนกรณีที่ทูตสหรัฐฯ เข้าพบนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ พร้อมให้ความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือว่ามีส่วนช่วยในการปราบปรามเป็นอย่างยิ่ง โดยเตรียมประสานขอข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และผู้เกี่ยวข้องต่างๆ มาใช้ประกอบในการดำเนินคดี รวมถึงการจับตาดูผู้ที่เดินทางเข้าออกประเทศบริเวณชายแดนที่กำลังมีปัญหาว่าจะมีบุคคลใดที่มีหมายจับหรือเป็นที่จับตามองของนานาชาติ และหมายจับของประเทศไทย

สำหรับแนวทางการคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ขณะนี้มีเงินที่ต้องคืนให้กับผู้เสียหายจำนวน 2,200 ล้านบาท ซึ่งได้มีการคืนเงินไปให้แล้วบางส่วน และเพื่อให้การตามเงินคืนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นได้สั่งตั้งวอร์รูมประสานงานจับตาการโอนเงินไปตามบัญชีต่างๆ โดยเฉพาะการโอนเงินไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือการโอนเงินด้วยระบบสกุลดิจิทัล โดยประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องร่างข้อกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามอย่างเป็นรูปประธรรม ซึ่งการตั้งวอร์รูมดังกล่าวจะเป็นการประสานเพื่ออายัดและนำเงินกลับมาคืนผู้เสียหายให้ได้โดยเร็วที่สุด รวมถึงลดขั้นตอนต่างๆ ในการประสานอายัดและคืนเงิน