ดีเอสไอ แจ้งข้อหาอุ้มหายฯ 7 ตำรวจจราจร รุมกระทืบลูกอดีตตำรวจ คาด่านตรวจแอลกอฮอล์ เหตุเข้าใจผิด ยันพยานหลักฐาน บ่งชี้ผู้เสียหายเจ็บสาหัส
วันนี้ (9 ก.ค.68) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นัด 7 นายตำรวจเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 5 และข้อหาอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ม.157 (ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่), ม.309-310 (ข่มขืนใจ, หน่วงเหนี่ยวกักขัง) และ พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 172 กรณีถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกายลูกชายอดีตตำรวจ บริเวณถนนประเสริฐมนูกิจ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.67 จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยตำรวจเข้าใจผิดว่ารถของผู้เสียหายเป็นรถหลบหนีด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ โดยวันนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา
นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานกำกับการสอบสวนคดีความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เปิดเผยว่า คณะทำงานร่วมระหว่างอัยการกับดีเอสไอมีมติว่า พยานหลักฐานในคดีเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันทำร้ายผู้ต้องหาจนได้รับอันตรายสาหัส โดยมีการสอบปากคำแพทย์ผู้ตรวจรักษา นักกายภาพบำบัด และผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา ทั้งหมดให้การสอดคล้องกันว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง รวมถึงมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่ชัดเจนในการระบุตัวผู้กระทำความผิด
แม้ผู้ต้องหาบางรายจะไม่ได้ลงมือทำร้ายโดยตรง แต่จากพฤติการณ์และการแบ่งหน้าที่กันทำ อัยการเห็นว่าเข้าข่ายร่วมกันกระทำความผิดตามหลักกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่เกิดเหตุหรือมีการลงมือทุกคน ซึ่งการสอบสวนดำเนินไปอย่างรอบคอบ เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาใช้สิทธิต่อสู้คดีและอ้างพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างให้ผู้ต้องหาใช้สิทธิ์ชี้แจงภายใน 15 วัน ก่อนสรุปสำนวนส่งอัยการคดีปราบปรามทุจริตภายในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และข้อหาเกี่ยวกับการบังคับขืนใจผู้อื่นให้กระทำการบางอย่าง รวมถึงยังเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ด้วย เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ด้านนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า วันนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามนัดหมายอย่างพร้อมเพรียง และนำทนายความส่วนตัวมาให้คำแนะนำ ซึ่งทุกคนให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล และมีการเตรียมเอกสารพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อนำเสนอแก่พนักงานสอบสวน ดีเอสไอจะดำเนินการสอบสวนให้ครบถ้วน ก่อนสรุปความเห็นส่งต่อไปยังอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจฟ้องร้องคดีในศาลอาญาคดีทุจริตฯ ตามที่ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ กำหนดไว้ โดยการสอบสวนครั้งนี้ถือว่ารอบคอบรัดกุม ให้ความเป็นธรรมทั้งฝ่ายผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา