ฮั้วเลือก สว. ดีเอสไอ สอบพยาน 90 ปาก พบเส้นเงินกระจาย 30 จังหวัด เอี่ยวนับร้อย อาจโยงถึงกลุ่มคนใกล้ชิดกรรมการบริหาร คาดอีก 1 เดือนเรียกรับทราบข้อกล่าวหา
วันนี้ (17 ก.ค.) ที่ห้องประชุม 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถนนแจ้งวัฒนะ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย นายสุริยน ประภาสะวัต อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 1, นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายระวี อักษรศิริ ผอ.กองคดีการฟอกเงินทางอาญา และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 เข้าร่วมประชุมสำนวนคดีความผิดฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงผู้ที่เป็นสมาชิกอั้งยี่และผู้สนับสนุน หรือคดี "อั้งยี่-ฟอกเงิน สว." เพื่อหารือกรอบการสอบสวน
พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การสอบสวนมีความคืบหน้า 70 เปอร์เซ็นต์ โดยสอบปากคำพยานไปแล้ว 90 ปาก ทั้งกลุ่มที่รู้เรื่องการวางแผน การทำหน้าที่ต่างๆ และยังมีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการโอนเงิน ซึ่งพบความเชื่อมโยงเส้นทางการเงินกับนักการเมืองระดับท้องถิ่นกระจายกว่า 30 จังหวัด และมีแนวโน้มขยายไปถึงกลุ่มคนใกล้ชิดของกรรมการบริหารพรรคบางกลุ่ม แต่ยังไม่ถึงระดับกรรมการบริหารพรรคโดยตรง โดยเงินบางส่วนที่ใช้ในการฮั้วถูกโอนกลับไปให้กลุ่มคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้ช่วยหรือที่ปรึกษาประจำตัว สว.
พ.ต.ต.ยุทธนา เผยว่า คาดว่ามีผู้เข้าข่ายกระทำผิดมากกว่า 100 ราย แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้ต้องหาแน่ชัด ต้องรอผลการสอบสวนและพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหาเข้าข่ายทั้งการฟอกเงิน และความผิดฐานอั้งยี่ ทั้งนี้ ดีเอสไอยังไม่ออกหมายเรียกผู้ต้องหาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนมากขึ้น คาดว่าในอีกประมาณ 1 เดือนข้างหน้า จะสามารถเรียกผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาได้
ด้าน นายวิทยา กล่าวว่า วันนี้ดีเอสไอ เชิญ ปปง. มาให้ความเห็นทางคดีเกี่ยวกับความผิดมูลฐานฟอกเงิน และเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน แบ่งเป็น 1.ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด 2.ทรัพย์สินที่ช่วยสนับสนุนการกระทำความผิด และ 3.บุคคลที่เกี่ยวข้องกับตัวทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเรื่องของคดีอาญาฟอกเงิน หลังจากนี้หากดีเอสไอ ต้องดำเนินคดีฐาน "อั้งยี่-ฟอกเงิน" กับบุคคลใด ปปง. จะเข้ามาตรวจสอบเรื่องการสืบทรัพย์สิน เพื่อออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์ชั่วคราวนั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน ส่วนการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดในขณะนี้ ยังให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย สามารถเข้ามาชี้แจงได้