ปธ.ยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม แจง ปมคลิป”ชนนพัฒฐ์“ พรรคไม่เคยสัญญาให้เก้าอี้ใคร ชี้ เป็นความเห็นส่วนบุคคล ย้ำ จุดยืนพรรคไม่ปกป้อง ไม่แทรกแซง หนุนตรวจสอบโปร่งใส
วันนี้ (16 พ.ย.68) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม กล่าวชี้แจงกรณี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงคำพูดของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ที่กล่าวว่ารอบหน้าจะได้เป็น “รัฐมนตรี” ว่า ต้องขอขอบคุณสำหรับคำถาม และข้อกังวลที่สะท้อนความห่วงใยต่อมาตรฐานการเมืองไทย ขอชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา บนหลักการเดียวกับที่ตนยืนอยู่มาตลอดว่า พรรคกล้าธรรมไม่มีนโยบายและไม่เคยให้สัญญาใด ๆ เกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีแก่นายชนนพัฒฐ์ คำพูดที่ปรากฏในคลิปเป็นความเห็นส่วนบุคคลของเจ้าตัว ไม่ใช่นโยบาย ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ และไม่ใช่ท่าทีของพรรคกล้าธรรม
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวอีกว่า พรรคไม่เคยมีการพูดคุย หรือให้คำมั่นสัญญาเรื่องตำแหน่งทางการเมืองกับผู้ใด เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องที่พรรคหรือบุคคลใดจะไปกำหนดล่วงหน้าได้ กรณีของนายชนนพัฒฐ์ อยู่ในกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ซึ่งพรรคกล้าธรรมมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่า ไม่ปกป้อง ไม่แทรกแซง ไม่ขวางการตรวจสอบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพสิทธิในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาตามหลักนิติรัฐเช่นกัน ทุกอย่างต้องถูกตัดสินด้วยข้อเท็จจริงในคดี ไม่ใช่ด้วยกระแสหรือแรงกดดันทางการเมือง ประเด็นที่สังคมควรมองร่วมกัน คือ มาตรฐานเดียวกันของทั้งสภา
”ผมยืนยันเหมือนเดิมว่า เราไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าฝ่ายใด ถ้ามีข้อกล่าวหาทุกคนควรถูกตรวจสอบอย่างเท่าเทียม ในสภาปัจจุบันมี สส.หลายท่านที่อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีของตัวเอง แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้น ถ้าเราจะขอให้ใครใช้มาตรฐานหนึ่ง เราก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายครับ ซึ่งผมเข้าใจและรับฟังข้อกังวลของคุณลิซ่าอย่างจริงใจ แต่ในฐานะผู้ทำงานการเมืองมายาวนาน ผมขอเรียนด้วยความจริงใจว่า การตัดสินความน่าเชื่อถือของพรรคจากคำพูดของใครคนหนึ่งในคลิป อาจยังไม่เป็นธรรมกับพรรคและบุคคลอื่นในพรรคที่ทำงานด้วยความตั้งใจสุจริต“
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวอีกว่า หน้าที่ของตนคือยืนบนหลักการกฎหมาย และความโปร่งใส ไม่ตามแก้ตัวแทนใคร และไม่เอาตัวเองไปผูกกับการกระทำส่วนบุคคลของใคร พรรคกล้าธรรมพร้อมรับผิดชอบต่อสังคม ถ้าข้อเท็จจริงชี้ว่ามีใครกระทำผิดจริง แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องปฏิบัติตามข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ตามแรงกดดันหรือการตีความเจตนาของคำพูดในคลิป