เวลา 08.02 น. วันนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงนำนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 4 ที่ศึกษาวิชาเลือกเสรี หัวข้อพิเศษทางประวัติศาสตร์ : อินเดียศึกษา และวิชาประวัติศาสตร์ยุโรป พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาและข้าราชการกองวิชาประวัติศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ไปทัศนศึกษาศาสนสถานสำคัญของชุมชนชาวอินเดีย ในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมอินเดียในสังคมไทยทั้งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนซิกข์ เริ่มจากวัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือ วัดแขกสีลม เป็นวัดในศาสนาฮินดู ซึ่งชาวอินเดียจากรัฐทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของอินเดีย ที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร สร้างขึ้นราวปี 2422 เพื่อเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและการประกอบกิจกรรม เดิมเป็นศาลาขนาดเล็ก ชื่อว่า ศาลาศรีมหามรีอัมมัน หลังจากสร้างโบสถ์แล้วเสร็จได้เชิญเทวรูปพระศรีมหาอุมาเทวี สลักหินอ่อน จากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
โอกาสนี้ ทรงถวายเครื่องสักการะพระพิฆเนศ พระขันธกุมาร และพระแม่ศรีมหาอุมาเทวี มีพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีบูชาองค์เทพและสวดมนต์ถวายพระพรชัยมงคล พระศรีมหาอุมาเทวี เป็นชายาของพระศิวะ ตามคติความเชื่อของไศวนิกาย เชื่อว่าเป็นผู้ทรงอานุภาพ ปกป้องคุ้มครองโลกและขจัดสรรพสิ่งอันเป็นอัปมงคล มีหลายปาง อาทิ ปางปารวตี ปางทุรคา และปางกาลี มีโอรส คือ พระขันธกุมาร และพระพิฆเนศ เทพผู้ยิ่งใหญ่ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
สถาปัตยกรรม เป็นแบบอินเดียใต้ สืบเนื่องมาจากสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์โจฬะ และราชวงศ์ปัลลวะ ที่พบเห็นได้ในเทวาลัยที่รัฐทมิฬนาฑู มีโคปุระ หรือซุ้มประตู บนซุ้มและมุมเครื่องยอดตกแต่งด้วยปูนปั้นรูปองค์เทพสำคัญ ทาสีสันสวยงาม เมื่อผ่านซุ้มประตูเข้าไปจะพบโบสถ์ประธาน ประดิษฐานองค์เทพสำคัญอายุกว่า 150 ปี ฝาผนังภายในโบสถ์เดิมเป็นภาพวาดเขียนสีแต่ชำรุดเสียหายไปตามกาลเวลา ที่ผ่านมาต้องใช้ช่างชาวอินเดียมาบูรณะซ่อมแซม ปัจจุบัน ใช้โมเสกแก้วจากอิตาลี ประดับเป็นรูปองค์เทพ และพระศรีมหาอุมาเทวีปางต่าง ๆ เพื่อสืบทอดศาสนาและวัฒนธรรม โดยยังคงมีพราหมณ์ผู้รู้พระเวททำพิธีประจำ และมีเทศกาลสำคัญที่จัดขึ้นประจำทุกปี คือ เทศกาลนวราตรี ซึ่งมีผู้ศรัทธาทั้งชาวอินเดียและชาวไทยเข้าร่วมงานจำนวนมาก เพื่อบูชาพระศรีมหาอุมาเทวี ในคืนวันที่ 10 หรือ วันวิชัยทัศมี จะมีขบวนแห่ราชรถเทวรูปอย่างยิ่งใหญ่เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้กราบไหว้ขอพร
จากนั้น ทรงนำนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทัศนศึกษาคุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภา หรือ วัดซิกข์ ย่านพาหุรัด ซึ่งดำเนินกิจกรรมทางทางศาสนาซิกข์ ตามระเบียบแบบแผนของอกาลตะขัต องค์กรอำนาจสูงสุดของศาสนจักรซิกข์
ในการนี้ ทรงคลุมพระเกศา ตามหลักศาสนาซิกข์ และทรงถอดรองพระบาท ซึ่งเป็นการให้เกียรติทางศาสนา โดยผู้ชายจะโพกผ้า
จากนั้น เสด็จขึ้นชั้น 4 ณ ห้องดาร์บาร์ สาหิบ กลางห้องประดิษฐานพระมหาคัมภีร์ ที่มีผ้าคลุมไว้อย่างสวยงาม ในทุกเช้าจะเชิญลงมาจากชั้น 6 ประดิษฐานที่ ชั้น 4 เพื่อชุมนุมเจริญธรรม โดยศาสนาจารย์ทำพิธีเปิดพระคัมภีร์ อ่านพระบัญชา มีสังคีตจารย์ บรรเลงดนตรีประกอบการสวด ซึ่งศาสนาซิกข์มีทั้งการสวดมนต์ประกอบดนตรี และสวดแบบธรรมดาไม่ใช้ดนตรี
ทรงถวายช่อดอกไม้สักการะ และถวายความเคารพพระมหาคัมภีร์ สังคีตจารย์สวดกีรตัน (บทสวดพระมหาคัมภีร์) ทรงพระดำเนินทักษิณาวัตรรอบพระมหาคัมภีร์ 1 รอบ ศาสนาซิกข์ มีพระศาสดา 10 องค์ หลังจากนั้น จนถึงปัจจุบัน มีแต่พระคัมภีร์เป็นนิรันดร์ มีหลักคำสอน คือ สวดภาวนานามพระผู้เป็นเจ้า ประกอบสัมมาชีพโดยสุจริตธรรม และแบ่งปันผู้ยากไร้
โอกาสนี้ ทรงสดับบทสวดอัรดาส ถวายพระพรชัยมงคล เพื่อขอพรจากพระศาสดา เพื่อให้ทรงพระเจริญ และทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง
จากนั้น เสด็จขึ้นชั้น 6 ทอดพระเนตรห้องเก็บพระมหาคัมภีร์ ซึ่งจะมีหลายคัมภีร์ห่อไว้ในผ้าที่สวยงาม เมื่อถึงวันที่มีพิธีสำคัญจะอัญเชิญพระคัมภีร์ลงมาเพื่อสวดจำนวน 5 หรือ 11 คัมภีร์ หรือหากชาวซิกข์ ต้องการพระคัมภีร์ไปทำพิธีสำคัญที่บ้าน สามารถมาติดต่อรับพระคัมภีร์ได้ โดยที่ชั้น 6 จะมีห้องให้ผู้นับถือศาสนาซิกข์มาอ่านพระคัมภีร์ 5 ห้อง
ห้องสำคัญอีกห้อง คือ ห้องที่ประทับพระคัมภีร์ ซึ่งในตอนค่ำของทุกวันจะเชิญพระมหาคัมภีร์ กลับขึ้นมาประดิษฐานที่ชั้น 6
จากนั้น เสด็จเข้าห้องบรรยาย บทบาทของคุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภา ต่อสังคมไทยหนทางที่ทอดไปสู่พระศาสดา ทอดพระเนตรวีดิทัศน์กิจกรรมด้านศาสนาและวัฒนธรรมซิกข์ การเรียนการสอนภาษาปัญจาบี อาทิ สาธิตการสอนกลองมือคู่ และหีบเพลงฮาร์โมเนียม บรรเลงเพลงสรรเสริญพระคัมภีร์ ศาสนาจารย์ซิกข์ สอนการสวดพระมหาคัมภีร์
ที่โรงครัวในตอนเช้า จะมีอาหารมังสวิรัติให้ทุกคนรับประทาน ซึ่งจะมีคนเข้ามาวันละ 100 คน
ชาวซิกข์ มาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทำธุรกิจค้าขาย ปัจจุบัน ชาวซิกข์อาศัยอยู่ในประเทศไทย เป็นรุ่นที่ 5
โอกาสนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นักเรียนนายร้อย เฝ้าทูลละอองพระบาท กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในโอกาสทรงนำนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ไปทัศนศึกษาทั้งในและต่างประเทศเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ ข้อมูลใหม่ ๆ นอกจากตำราเรียน ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม พัฒนาการ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ช่วยให้การศึกษามีชีวิตและเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง
เวลา 14.49 น. เสด็จพระราชดําเนินไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ และกราบบังคมทูลรายงานประวัติความเป็นมา และวัตถุประสงค์การจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ
ในการนี้ ทรงเปิดพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราชบรมนาถบพิตร ที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ ซึ่งสร้างขึ้นตามพระดำริ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีคุณูปการต่อปวงชนชาวไทย ทั้งในด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต การแพทย์แผนปัจจุบัน การพยาบาลและการสาธารณสุขของประเทศไทย ในพระราชอิริยาบถทรงยืน ฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศทหารพิเศษกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ พระหัตถ์ขวาทรงถือพระคฑาจอมทัพภูมิพล พระหัตถ์ซ้ายทรงถือกระบี่และถุงพระหัตถ์ บนโต๊ะเคียงทอดพระมาลาทหารราชวัลลภสีขาวพู่สีดํา หล่อด้วยบรอนซ์ ขนาด 1.5 เท่าของพระองค์จริง ประดิษฐานภายในอาคารลักษณะสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ จากเอกลักษณ์ของพระมหาพิชัยมงกุฎ พระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.
จากนั้น เสด็จพระราชดําเนินไปยังอาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทรงเปิดพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ประทับคู่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก อยู่ในพระราชอิริยาบถทรงยืน ประทับคู่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประทับพระเก้าอี้ทางเบื้องขวา หล่อด้วยเทคนิคโลหะทองแดง ขนาด 1.5 เท่าของพระองค์จริง แท่นประดิษฐานพระราชานุสาวรีย์ ออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ผสมผสานศิลปกรรมตะวันตก จากแนวคิดที่ทั้งสองพระองค์ได้นําความรู้ด้านสาธารณสุขจากต่างประเทศ มาพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย โดยสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงได้รับการยกย่องเป็น "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย" และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้รับการเฉลิมพระเกียรติในฐานะ "พระมารดาแห่งการแพทย์ชนบท" ทั้งนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และน้อมรําลึกในพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ ที่ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อการแพทย์และการสาธารณสุขของไทย
ต่อจากนั้น ทอดพระเนตรนิทรรศการ ภายในหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งจัดสร้างขึ้นเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณ และพระราชกรณียกิจที่สําคัญด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ของพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และราชสกุลมหิดล ที่ทรงมีคุณูปการต่อปวงชนชาวไทยในการวางรากฐานด้านการศึกษา การพัฒนาการแพทย์แผนปัจจุบัน การสาธารณสุขไทย และเป็นแหล่งการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์แก่บุคลากร นักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในการสืบสานรักษาดําเนินตามรอยพระยุคลบาท ในการบําเพ็ญตนมุ่งมั่นช่วยเหลือประชาชนให้มีสุขภาพที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ได้มาตรฐาน
โอกาสนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภาพจิตรกรรม ชื่อภาพ "สองศรีพี่น้อง" วาดโดย นายปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจําปี 2557 เป็นผลงานศิลปะแนว Pop Art ที่มีองค์ประกอบหลักของภาพเป็นรูปวงกลม มีภาพของทั้งสองพระองค์เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ โดยมีสีสันหลากหลาย ดูร่าเริง สดใส ด้านบนของรูปวงกลมประกอบด้วยรูปวงรี 2 รูป มาประกอบกันให้เป็นสัญลักษณ์รูปใบหน้าของกระต่าย หมายถึง ปีเถาะ ซึ่งเป็นปีนักษัตรของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร