ผลวิจัยบุหรี่ไฟฟ้า 19 จังหวัด เลิกสูบบุหรี่ตั้งแต่วันนี้ มีเงินเก็บ 6.4 แสน

ผลวิจัยบุหรี่ไฟฟ้า 19 จังหวัด เลิกสูบบุหรี่ตั้งแต่วันนี้ มีเงินเก็บ 6.4 แสน

View icon 26
วันที่ 12 ม.ค. 2569 | 14.47 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
สสส.- เศรษฐศาสตร์ มธ. เปิดผลวิจัยบุหรี่ไฟฟ้า 19 จังหวัด เจาะกลุ่มเยาวชน การศึกษาสูง ป.ตรีขึ้นไป เข้าใจผิดว่าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน พฤติกรรมสูบทันทีภายใน 5 นาทีหลังตื่นนอน สูงถึง 14.6% สะท้อนการเสพติดนิโคตินระดับรุนแรง เลิกสูบบุหรี่วันนี้ เกษียณมีเงินเก็บ 6.4 แสน

วันนี้ (12 ม.ค.69) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเรื่อง การศึกษาสถานการณ์ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมการสูบของกลุ่มผู้สูบต่างๆ ในประเทศไทยด้วยแบบจำลองทางเศรษฐมิติ พร้อมรับข้อเสนอเชิงนโยบายในการป้องกันและควบคุมยาสูบจาก สสส. และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์

ดร.พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานเปิดการสัมมนาว่า รัฐบาลให้ความสำคัญแก้ไขปัญหาบุหรี่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในกลุ่มเยาวชนและผู้หญิง ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าได้กลายเป็น “ประตูบานแรก” ที่ทำให้เยาวชนอายุ 15-20 ปี เริ่มสูบ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ได้สนับสนุนทีมวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ศึกษาวิจัยสถานการณ์ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมการสูบ ในพื้นที่ 19 จังหวัด ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความท้าทายใหม่ ๆ ที่พบว่า บุหรี่ไฟฟ้าเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ คือกลุ่มเยาวชน 15-20 ปี เป็นผู้สูบถึง 48.95%

6964a866478bc5.49328955.jpg

“หัวใจสำคัญของการวิจัยในครั้งนี้คือ การนำแบบจำลองทางเศรษฐมิติ และแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มาช่วยวิเคราะห์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของรายได้ และแรงจูงใจที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มประชากร ทั้งเยาวชน ผู้หญิง และกลุ่ม LGBTQIA+ พบว่า ผู้ชายมีค่าใช้จ่ายบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด 925.56 บาท กลุ่ม LGBTQIA+ อยู่ที่ 847.70 บาท และผู้หญิงมีค่าใช้จ่ายต่ำสุด 697.09 บาท “ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ผศ.ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวได้เก็บตัวอย่างจากกลุ่มผู้สูบบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าในไทย 5,072 คน มีทั้งเพศชาย หญิง และ LGBTQIA+ อายุตั้งแต่ 15-60 ปี กระจายทุกภาคของไทยรวม 19 จังหวัด มีการวิเคราะห์เชิงลึกทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ทำให้ค้นพบอคติทางพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการเลิก คือ 1.อคติชอบปัจจุบันที่ผู้สูบส่วนใหญ่เห็นแก่ความสุขเล็กน้อยในวันนี้มากกว่าสุขภาพที่ดีในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQIA+ 2.ปัญหาการมองแคบ ผู้สูบส่วนใหญ่ 76.4% ไม่เคยคิดยอดรวมเงินที่เสียไปกับการสูบตลอดชีวิต ทำให้ไม่รู้สึกถึงภาระทางการเงินที่แท้จริง 3.กลัวความสูญเสีย ผู้สูบรู้สึกเป็นทุกข์จากการ "ไม่ได้สูบ" ถึง 2.5 เท่า ทำให้การตัดสินใจเลิกบุหรี่ทำได้ยาก ซึ่งพบมากสุดในกลุ่มเยาวชน

6964a86683a949.31726038.jpg

“ข้อมูลเชิงลึกด้านทัศนคติ พบว่า กลุ่มที่มีการศึกษาสูง (ปริญญาตรีขึ้นไป) มีความเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน โดยผู้สูบที่มีพฤติกรรมสูบทันทีภายใน 5 นาทีหลังตื่นนอน สูงถึง 14.6% สะท้อนการเสพติดนิโคตินระดับรุนแรง โดยคนที่มีเพื่อนสูบบุหรี่มีสูงถึง 86.3% และมีคนในครอบครัวสูบบุหรี่มีเพียง 46.1% ชี้ให้เห็นว่าสังคมเพื่อนมีอิทธิพลมากกว่าคนในบ้าน ส่วนการวิเคราะห์ค่าความยืดหยุ่น พบว่าบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความยืดหยุ่นใกล้เคียงกัน แม้รายได้จะเปลี่ยนไป แต่พฤติกรรมการสูบกลับไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง โดยกลุ่มที่สูบทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความยืดหยุ่นสูงถึง 0.47 สะท้อนว่าหากคนกลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้น จะใช้เงินไปกับการสูบเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว” ผศ.ดร.วศิน กล่าว

ผศ.ดร.วศิน กล่าวต่อว่า ทีมวิจัยมีข้อเสนอเชิงนโยบายคือ 1.ควรใช้มาตรการทางภาษีเพื่อเพิ่มราคาบุหรี่ เนื่องจากค่าความยืดหยุ่นต่อรายได้ต่ำ และกลุ่มเยาวชนมีความอ่อนไหวต่อราคา จะส่งผลให้ลดปริมาณการสูบลงได้  2.มุ่งเป้าไปที่เยาวชนและบุหรี่ไฟฟ้า ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายและควบคุมช่องทางการตลาดออนไลน์อย่างเข้มงวด 3.สื่อสารภาระทางการเงินระยะยาว ควรเน้นย้ำถึง "มูลค่าของการประหยัดในระยะยาว" ที่จะเกิดขึ้นหากเลิกสูบ แทนการสื่อสารถึงภาระในปัจจุบันซึ่งผู้สูบส่วนใหญ่ไม่รู้สึก เป็นต้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง