หมอแจ้งข่าวดี เหยื่อเครนหล่นใส่ขบวนรถไฟ จากเคสแดงเป็นเคสเหลืองเกือบทั้งหมด เชื่อรอด 80% ยังมีอีก 2 คน อาการยัง 50:50 รวมถึงเด็กวัย 1 ขวบ ขณะนี้พิสูจน์อัตลักษณ์แล้ว 13 ราย สามารถนำร่างกลับไปบำเพ็ญกุศลได้ใช่ช่วงบ่ายนี้
วันนี้ (15 ม.ค.69) นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของการพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนรถไฟฟ้าหล่นทับรถไฟโดยสาร ว่า หลังจากการประชุมร่วมกันระหว่าง จ.นครราชสีมา คณะแพทย์ ตำรวจ และกองพิสูจน์หลักฐาน และได้ข้อสรุปว่า จะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล และตั้งวันสต็อปเซอร์วิส อยู่ในชั้น 2 ของศูนย์อุบัติเหตุฉุกเฉินของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดยจะรวมทุกหน่วยงาน ทั้งสำนักทะเบียน ตำรวจและประกัน เพื่อบริการประชาชนให้มาในจุดเดียวเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน
ด้าน นายแพทย์วิชาญ คิดเห็น นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เผยว่า ในส่วนของการบริหารจัดการ ร่างผู้เสียชีวิต 32 ร่าง และชิ้นส่วนที่นำส่งมาซึ่งสามารถระบุอัคลักษณ์ได้อีกประมาณ 10 ถุง เบื้องต้น สามารถระบุอัตลักษณ์ตัวตนได้แล้ว 13 ราย ส่วนอีก 19 รายและชิ้นส่วนที่ไม่สามารถระบุอัตลักษณ์ได้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการในการตรวจสอบขั้นสูงขึ้นไป ในบางรายจำเป็นจะต้องส่งตรวจดีเอ็นเอ และจะต้องเอาดีเอ็นเอของญาติที่สงสัยหรือญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ที่เป็นสายเลือดเดียกวัน เปรียบเทียบดีเอ็นเอกันและคาดว่าจะทราบได้ภายใน 2 สัปดาห์ แต่ถ้ายังไม่ตรงกันอาจจะต้องใช้ระยะเวลาเพิ่ม
นพ.วิชาญ กล่าวด้วยว่า ส่วนการรับศพนั้ยก็เป็นไปตามกระบวนการนิติเวช ถ้าระบุตัวตนได้แล้วแพทย์ลงความเห็นการตายได้แล้วญาติก็สามารถติดต่อรับได้เลย ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการรับร่างได้ตั้งแต่ช่วง 13:00 น. วันนี้ ส่วนชาวมุสลิมที่สามารถระบุตัวตนได้ก็ให้ดำเนินการไปตามศาสนา หากญาติผู้เสียชีวิตมีประสงค์ที่จะให้ทำการส่งร่างผู้เสียชีวิต ซึ่งมีมูลนิธิฮุก31 นครราชสีมา คอยอาสาอำนวยความสะดวกส่งร่างถึงภูมิลำเนา
ขณะที่เคสแดง 7 ราย ก่อนหน้าที่ได้ส่งต่อมารักษาที่ รพ.มหาราชทั้งหมด เบื้องต้นได้รับการรักษาจากทีมแพทย์อย่างเต็ม และก็ข่าวดีว่าตอนนี้กลายเป็นเคสเหลืองเกือบทั้งหมด โอกาสรอดชีวิตเกิน 80-90% แต่ยังมีอีก 2 รายที่อาการยัง 50:50 ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเด็กอายุ 1 ขวบ ที่มีโรคประจำตัวของตัวเองอยู่แล้ว
นพ.วิชาญ ยืนยันว่า โรงพยาบาลมหาราชเป็นโรงพยาบาลที่มีความพร้อมที่สุดในภาคอีสานตอนใต้ และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะทำการรักษาอย่างเต็มที่ ขอให้มีความหวัง