คุ้มครองเงินเยียวยา ลูกเหยื่อเครนทับรถไฟ

View icon 55
วันที่ 3 ก.พ. 2569 | 11.25 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - กลายเป็นเรื่องขึ้นมา เมื่อเด็กชายอายุ 10 ขวบ ทายาทผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มลงมาทับรถไฟที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อกลางเดือนมกราคม ไม่ได้รับเงินเยียวยา และมีผู้ไปเบิกเงินออกจากบัญชีไป 1 ล้านบาท ปรากฏว่าคน ๆ นั้นคือพ่อของผู้เสียชีวิต และเป็นตาของเด็กชาย

ต้องย้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อน ต้นเรื่องเกิดจากครูของ เด็กชายธนกร อายุ 10 ขวบ ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของ นางสาวสุพิณนา อายุ 28 ปี ที่เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ เมื่อวันที่ 14 มกราคม ซึ่งทายาทจะได้รับเงินเยียวยาจากหน่วยงานต่าง ๆ และประกันภัย ประมาณ 1.7 ล้านบาท ครูพุดคุยกับเด็ก ทำให้ทราบว่าผู้ปกครองซึ่งก็คือปู่ ลุง และเด็กชาย ไม่ได้รับเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว เลยนำเรื่องนี้ไปแจ้งกับทางอำเภอ

ทางอำเภอแจ้งต่อไปตามขั้นตอนจนถึงหูของผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ จึงมอบหมายให้ พมจ.บุรีรัมย์ เข้าไปตรวจสอบ และยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้ปกครองโดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้เยาว์ เพื่อจัดการเงินเยียวยา และดูแลเด็กชายธนกร

จากข้อมูลพบว่า พ่อของเด็กชายธนกร เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อปี 2564 เท่ากับว่าเด็กกำพร้าทั้งพ่อและแม่ ซึ่งที่ผ่านมาเด็กชายอยู่ในความดูแลของปู่ และลุง แม่นำมาฝากเลี้ยงตั้งแต่เด็ก แม่ไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร

สอบถาม นายบุญเรือง ลุงของเด็กชายธนกร บอกว่า ตนกับปู่เด็กไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินช่วยเหลือเยียวยาได้เท่าไร และใครเป็นคนดูแลจัดการเงินให้หลาน ยืนยันว่าจะยังเลี้ยงหลานต่อไป แม้จะไม่ได้เงินเยียวยาช่วยเหลือ เพราะรักหลานมาก

เรื่องการจัดการเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อีกฝ่ายเป็นตา อีกฝ่ายเป็นลูก ซึ่งตามกฎหมายแล้ว จะได้รับมรดกตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด ถ้าไม่มีพินัยกรรม โดยสามีและบุตรจะได้รับมรดกคนละเท่า ๆ กัน หากพ่อ แม่ยังไม่เสียชีวิต ก็จะได้ส่วนแบ่งด้วย ง่าย ๆ คือนำเงินมาหารเท่า ๆ กัน

กรณีนี้สามีเสียชีวิต เหลือเพียงตากับน้องธนกร ที่จะได้รับเงินดังกล่าว ปู่กับลุงไม่มีสิทธิในเงินเยียวยาตามกฎหมาย 

ล่าสุดเมื่อเช้าที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้พุดคุยกับ นายบุญเรือง ลุงของเด็กชายธนกร ทราบว่า ตาของเด็กชายธนกรได้โอนเงินเข้าบัญชีคืนมาแล้ว 2 ครั้ง รวม 200,000 บาท นั่นหมายความว่า ตาจะได้เงินไป 800,000 บาท และน้องธนกรจะได้เงินประมาณ 900,000 บาท คือคนละครึ่ง ๆ แต่เด็กจะได้มากกว่า

ส่วนเรื่องการดูแลเงินหลังจากนี้ ทาง พมจ.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้ลุงเป็นผู้ปกครองของน้อง และจัดการต่าง ๆ แทนน้องแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง