สนธิกำลังทลาย เหมืองทรายเถื่อน ผู้มีอิทธิพล คนมีสี จ.เชียงใหม่

สนธิกำลังทลาย เหมืองทรายเถื่อน ผู้มีอิทธิพล คนมีสี จ.เชียงใหม่

View icon 50
วันที่ 5 ก.พ. 2569 | 17.10 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
วันนี้ (5 ก.พ. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และ เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ ชม.13 (สันป่าตอง) ร่วมจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 7 ราย
 
1.ร้อยเอก อนันต์ อายุ 80 ปี เจ้าของที่ดิน ,ผู้ว่าจ้าง ,นายจ้าง ,ผู้รับอนุญาตตามใบแจ้งการขุดดิน ,ถมดิน

2.นายสุรศักดิ์ อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาที่ 1 ตรวจพบอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุขณะทำหน้าที่เป็นผู้ขับขี่ ,ควบคุมรถแบ็กโฮ

3.นายศุภกฤษ์ อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาที่ 2 ตรวจพบอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุขณะทำหน้าที่เป็นผู้ขับขี่ ,ควบคุมรถแบ็กโฮ

4.นายเฉลิมเกียรติ อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาที่ 3 พบเป็นผู้ขับขี่ ,ควบคุมรถบรรทุกหกล้อแบบยกดั้มได้ ทะเบียน เชียงใหม่ ซึ่งบรรทุกทรายขุด ขน ลำเลียง ชักลาก ออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุ

5.นายณัฐฤทธิ์ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาที่ 4 พบเป็นผู้ขับขี่ ,ควบคุมรถบรรทุกหกล้อแบบยกดั้มได้ ทะเบียน เชียงใหม่ ซึ่งบรรทุกทรายขุด ขน ลำเลียง ชักลาก ออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุ

6.นายอนุวรรตน์ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาที่ 5 พบเป็นผู้ขับขี่ ,ควบคุมรถบรรทุกหกล้อแบบยกดั้มได้ ทะเบียน เชียงใหม่ ซึ่งบรรทุกทรายขุด ขน ลำเลียง ชักลาก ออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุ

7.น.ส.จิราภรณ์ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาที่ 6 พบเป็นผู้จดรายการเที่ยวรถวิ่งทรายขุดประจำบ่อขุดดินฯ พร้อมของกลาง (อุปกรณ์ที่มีไว้เป็นความผิด หรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด)

1.รถแบ็กโฮ สีเหลือง ขนาดกำลังเครื่องจักรกลต้นกำลังประมาณ 155 แรงม้า (คุณสมบัติตามรุ่น) ไม่ทราบหมายเลขเครื่องยนต์ ไม่ทราบหมายเลขตัวรถ จำนวน 1 คัน

2.รถแบ็กโฮ สีเหลือง ขนาดกำลังเครื่องจักรกลต้นกำลังประมาณ 113 – 115 แรงม้า (คุณสมบัติตามรุ่น) ไม่ทราบหมายเลขเครื่องยนต์ ไม่ทราบหมายเลขตัวรถ จำนวน 1 คัน ประเมินราคา 1,000,000 บาท

3.รถบรรทุกหกล้อแบบยกดั๊มได้ สีขาว ทะเบียนเชียงใหม่ บรรทุกทรายขุดเต็มลำรถ จำนวน 1 คัน

4.รถบรรทุกหกล้อแบบยกดั้มได้ สีขาว ทะเบียนเชียงใหม่ บรรทุกทรายขุดเต็มลำรถ จำนวน 1 คัน 

5.รถบรรทุกหกล้อแบบยกดั้มได้ สีขาว ส้ม ทะเบียนเชียงใหม่ บรรทุกทรายขุดเต็มลำรถ จำนวน 1 คัน และ

6.ใบจดรายการเที่ยวรถวิ่งทราย ฉบับลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 จำนวน 1 แผ่นต่อฉบับ

โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณโฉนดที่ดินแห่งหนึ่ง ในท้องที่หมู่ 7 ต.น้ำบ่อหลวง อ.หางดง จ.เชียงใหม่

พฤติการณ์ในการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม (กก.4 บก.ป.) ได้รับแจ้งเบาะแสและเรื่องร้องเรียน จากประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ว่า มีกลุ่มบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์    เข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ดำเนินกิจการขุด ตัก และลอกทรายฝ่าฝืนกฎหมายมาเป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2550 ไม่เคยถูกจับกุม โดยอาศัยอิทธิพลและความสัมพันธ์กับบุคคลมีสี และนักการเมือง

ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน เกรงกลัวอิทธิพลและไม่กล้าเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อหน่วยงานในท้องที่ประชาชนจึงร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม เข้าทำการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

จากการสืบสวนตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า มีการใช้เครื่องจักรกลหนักเข้าขุด ตัก และลอกทรายในลำน้ำแม่ขาน ท้องที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ โดยมีการขุดลอกใต้แนวฝาย ส่งผลให้โครงสร้างฝายเกิดความเสียหาย ทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยนแปลง

ก่อให้เกิดการกัดเซาะตลิ่งอย่างรุนแรง บ้านเรือนและที่ดินของประชาชนซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ บริเวณโฉนดที่ดินแห่งหึ่ง และที่ดินในพื้นที่ ต.น้ำบ่อหลวง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบการกระทำความผิดกำลังดำเนินอยู่ โดยมีการใช้รถแบ็กโฮขุดตักทราย และใช้รถบรรทุกหกล้อหลายคันลำเลียงทรายออกจากพื้นที่ไปจำหน่ายเชิงพาณิชย์

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบว่า ร้อยเอกอนันต์ อายุ 80 ปี เป็นเจ้าของที่ดินและผู้ว่าจ้างให้มีการดำเนินการดังกล่าว โดยให้การยอมรับว่าได้ว่าจ้างให้มีการขุดตักและลอกทรายในพื้นที่จริง โดยอ้างว่าเป็นการขุดทรายที่ไหลมาทับถมจากเหตุอุทกภัย เพื่อนำไปจำหน่ายและนำเงินรายได้ไปใช้ในการก่อสร้างเขื่อนหรือแนวป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำ

จากการตรวจสอบเอกสารพบว่า แม้จะมีการแจ้งการขุดดินตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน แต่ใบอนุญาตตั้งและประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการประกอบกิจการลักษณะดังกล่าว ได้สิ้นอายุไปแล้วเป็นเวลานาน และไม่มีการยื่นขอต่ออายุตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบพฤติการณ์การลำเลียงทรายออกจากพื้นที่ด้วยรถบรรทุกหกล้อจำนวนหลายคัน โดยบรรทุกทรายเปียกเต็มคันรถ ไม่มีการคลุมผ้าใบหรือวัสดุป้องกัน ทำให้น้ำเสียและเศษทรายตกหล่นบนถนนสาธารณะตลอดเส้นทาง

ส่งผลให้ถนนในชุมชนชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และก่อให้เกิดมลภาวะฝุ่นละอองและเสียงดังรบกวนต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ขณะเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบผู้ต้องหาทั้งหมด รวม 7 ราย มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ได้แก่ เจ้าของเหมืองทราย ผู้ควบคุมรถแบ็กโฮขุดตักทราย ผู้ขับขี่รถบรรทุกลำเลียงทราย และผู้จดบันทึกรายการเที่ยวรถวิ่งทราย เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมตรวจยึดของกลางซึ่งเป็นเครื่องจักรกลหนักและรถบรรทุกที่ใช้ในการกระทำความผิด รวมมูลค่าหลายล้านบาท

จากพฤติการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่เห็นว่า การกระทำของกลุ่มผู้ต้องหามีลักษณะเป็นการดำเนินกิจการเชิงพาณิชย์ ใช้เครื่องจักรกลขุด ตัก และลอกทราย เพื่อนำออกจำหน่ายเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งและประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมาย จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาตาม พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ในข้อหา “ร่วมกันตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต” และ “ร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต”

พร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมาย ผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการรวบรวมข้อมูลและเบาะแสของประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ปรากฏว่า เหมืองทรายแห่งนี้เป็นที่รับรู้กันมาโดยตลอดว่า มีเจ้าของเป็นอดีตทหารนอกราชการ และมีเครือข่ายความสัมพันธ์กับบุคคลระดับสูงในแวดวงการเมืองและข้าราชการ ซึ่งประชาชนในพื้นที่มองว่าเป็น “คนมีสี” และเป็นผู้มีอิทธิพล

ส่งผลให้กิจการเหมืองทรายดังกล่าวสามารถดำเนินการมาได้อย่างยาวนาน 19 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 โดยไม่เคยปรากฏว่าถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่พบว่าเหมืองทรายแห่งนี้ดำเนินกิจการอย่างเปิดเผย มีการใช้เครื่องจักรกลหนักขุด ตัก และลอกทรายเป็นประจำ

แม้จะมีเสียงร้องเรียนและความเดือดร้อนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ทุกครั้งเรื่องกลับเงียบหายไป โดยไม่ปรากฏว่ามีหน่วยงานใดเข้ามาดำเนินการอย่างจริงจัง จนทำให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจว่า กิจการดังกล่าวอาจได้รับการ “คุ้มครอง” จากผู้มีอำนาจนัการเมืองบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอิทธิพลคนมีสี ประชาชนในพื้นที่ยังรับรู้กันว่า เจ้าของเหมืองทรายมีความสนิทสนมกับนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และบุคคลสำคัญในกลุ่มการเมือง

ทำให้ประชาชน ไม่กล้าเข้าแจ้งความหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานในพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับผลกระทบหรือถูกตอบโต้ในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ ภาพจำของชุมชนต่อเหมืองทรายแห่งนี้ จึงไม่ใช่เพียงกิจการขุดทรายทั่วไป หากแต่ถูกมองว่าเป็น “เหมืองของผู้มีอิทธิพล” ที่สามารถฝ่าฝืนกฎหมายได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ

ทั้งที่การดำเนินกิจการได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ถนนสาธารณะ บ้านเรือนประชาชน และก่อให้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง ส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในชุมชนโดยรอบอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ประชาชนในพื้นที่จึงได้ร้องขอให้ กองบังคับการปราบปราม เข้ามามีบทบาทหลักในการดำเนินการ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าตรวจสอบและจับกุมเหมืองทรายที่ถูกมองว่าเป็นของผู้มีอิทธิพลรายนี้อย่างจริงจัง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง