วันนี้ (7 ก.พ. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มีการระดมกวาดล้างบัญชีม้า และขบวนการสแกมเมอร์มาอย่างต่อเนื่องโดยมีคดีที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้
คดีที่ 1 จับกุมนายอภิชา อายุ 57 ปี ตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่จ1325/2568 ลงวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตัวเป็นบุคคลอื่นและโดยทุจริตหรือโดยการหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณหน้าสำนักงานกรมชลประทานที่ 11 ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
สืบเนื่องจากช่วงประมาณเดือน ก.ค. 63 มีชายไม่ทราบชื่อได้เรียกแท็กซี่โดยมีนายอภิชา เป็นคนขับ โดยชายคนดังกล่าวได้ชวนพูดคุยและขอบัญชีนายอภิชา เพื่อโอนเงินเป็นค่าแท็กซี่ให้ พร้อมออกอุบายขอยืมบัญชีนายอภิชา อ้างว่าภรรยาจะโอนเงินมาให้ โดยผ่านบัญชีของนายอภิชา พร้อมให้ค่าจ้าง 500 บาท เมื่อถึงที่หมายได้ขอเบอร์โทรศัพท์นายอภิชาไว้ อ้างว่าหากตนจะไปไหนจะเรียกใช้บริการ ผูกเป็นลูกค้าประจำ
หลังจากนั้นก็ได้มีการเรียกใช้แท็กซี่ของนายอภิชา จำนวนหลายครั้งและได้ขอยืมบัญชีของนายอภิชา ทุกครั้ง โดยแลกกับค่าจ้างครั้งละ 500 บาท ต่อมาได้มีผู้เสียหายที่ถูกสแกมเมอร์หลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ เข้าแจ้งความกับตำรวจดำเนินคดีกับบัญชีที่รับโอนเงิน ซึ่งคือบัญชีของนายอภิชา ผู้ต้องหารายนี้ กระทั่งถูกออกหมายจับ และเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวไว้ได้ดังกล่าว จากสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
คดีที่ 2 จับกุมนายมานิต อายุ 22 ปี ตามหมายจับของศาลจังหวัดราชบุรี ที่ 148/2567 ลงวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากหรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือกิจการที่ตนเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรอืควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณชานชาลาสถานีรถไฟเชียงใหม่ ต.วัดเกตุ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
สืบเนื่องจากผู้เสียหายได้เล่นเฟซบุ๊ก พบการโฆษณาขายรถจยย. จึงได้กดเข้าไปดูและได้ทักแชทไปคุยรายละเอียด คนร้ายแจ้งว่ารถจยย. ราคา 21,000 บาท เป็นรถที่หลุดจำนำ มีเอกสารครบเล่มพร้อมโอนใช้งานปกติทั่วไป ไม่มียึดคืน ไม่มีแจ้งหาย มีเล่มเขียว ชุดพร้อมโอน ป้ายทะเบียนมีครบ สามารถต่อ พ.ร.บ.ฯ ได้ปกติ ก่อนจะแจ้งให้จ่ายค่ามัดจำรถเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท โดยให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ผู้กล่าวหาหลงเชื่อจึงได้โอนเงินจำนวน 3,000 บาท
ต่อมาผู้กล่าวหาได้แจ้งที่อยู่เพื่อจัดส่งรถจยย. พร้อมเบอร์ติดต่อ และได้ส่งภาพถ่ายบัตรประชาชนไปให้คนร้ายเพื่อทำการโอนเปลี่ยนสิทธิ์ ต่อมาคนร้ายแจ้งว่าต้องมีค่าเปลี่ยนสิทธิครอบครอง จำนวน 5,000 บาท และค่าจัดส่งรถอีกจำนวน 3,000 บาท จึงได้โต้แย้งว่าไม่ได้แจ้งตั้งแต่แรกว่ามีค่าใช้จ่ายดังกล่าว คนร้ายจึงบอกว่าถ้าโอนเงินส่วนเหลือทั้งหมดเพื่อปิดยอดขาย จึงจะนำรถมาส่งให้ พร้อมกับส่งภาพถ่ายรถจยย. คันที่จะซื้อและยังมีการส่งภาพถ่ายรถยนต์ซึ่งกำลังวิ่งอยู่บนถนนมาให้ดู ผู้กล่าวหาเกิดความสงสัยว่าน่าจะถูกหลอกลวง จึงไม่ได้โอนเงินให้คนร้ายอีก ได้ทวงถามเงินคืน คนร้ายได้ปิดกั้นเฟซบุ๊กของผู้กล่าวหาทำให้ไม่สามารถติดต่อกับคนร้ายได้ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความให้ดำเนินคดี จนกว่าจะถึงที่สุดตามกฎหมาย
กระทั่งพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมขอศาลออกหมายจับนายมานิต ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงิน ก่อนเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมไว้ได้ดังกล่าว
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
คดีที่ 3 จับกุม นางสาวนิลญา อายุ 36 ปี ตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.721/2566 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงและโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณชานชาลาสถานีรถไฟเชียงใหม่ ต.วัดเกตุ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
สืบเนื่องจากผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงิน ผ่านบัญชีของนางสาวนิลญา มูลค่าความเสียหาย 60,340 บาท จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ก่อนพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับ และติดตามจับกุมไว้ได้ จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การ ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
คดีที่ 4 จับกุม นายยศภัทร อายุ 18 ปี ตามหมายจับของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี ที่ 3/2567 ลงวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ฉ้อโกง โดยได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน”
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟนครปฐม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ (1 ก.พ. 67) ที่ผ่านมา ผู้เสียหายได้เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนว่า ได้สนใจสินค้าจากผู้ใช้เฟซบุ๊กหนึ่ง โดยสนใจปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติ ราคา 29,000 บาท จึงได้ทำการติดต่อซื้อขายและตกลงซื้อขายกัน เมื่อตกลงซื้อขายกัน ผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวได้แจ้งเลขที่บัญชีในการชำระเงิน โดยส่งเลขบัญชีมาให้ เป็นชื่อบัญชีของ นายยศภัทร ผู้กล่าวหาจึงได้โอนเงินจำนวน 29,000 บาท ไปยังบัญชีดังกล่าว
เมื่อโอนเงินเรียบร้อยแล้ว ผู้กล่าวหาได้ส่งสลิป โอนเงินให้กับผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว ทางผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวได้แจ้งว่าทำรายการไม่ถูกต้องเนื่องจากผู้กล่าวหาไม่ได้ใส่ข้อความในบันทึกช่วยจำใต้สลิป และได้แจ้งให้ผู้กล่าวหาทำรายการใหม่ให้ถูกต้อง โดยให้ทำการโอนยอดเดิมอีก 1 ครั้ง พร้อมกับลงข้อความในบันทึกช่วยจำและจะโอนเงินยอดแรกที่ทำรายการผิดกลับคืนให้ ผู้กล่าวหาจึงหลงเชื่อและโอนไปอีก 1 ครั้ง จำนวน 29,000 บาท เมื่อโอนเสร็จเรียบร้อยก็ได้ส่งสลิปให้กับผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว
ต่อมาปรากฎว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กได้บ่ายเบี่ยงไม่ยอมส่งสินค้าให้และไม่โอนเงินกลับคืนให้ จึงเดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ก่อนจะทำการจับกุมตัวผู้ต้องหารายนี้ไว้ได้ จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
และคดีที่ 5 จับกุม นายคมสัน อายุ 42 ปี ตามหมายจับของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่จ.625/2568 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งและ เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใด”
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟดอนเมือง แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร
สืบเนื่องจากเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2567 ผู้เสียหาย พักอาศัยอยู่ ต.หนองโสน อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี ได้มีคนร้ายทักเฟซบุ๊กแอบอ้างเป็นญาติ ผู้เสียหายเชื่อสนิทใจว่าเป็นญาติตนเอง โดยคนร้ายที่ปลอมเป็นญาติ สร้างกลอุบายให้ผู้เสียหายช่วยโอนเงินเพื่อชำระสินค้า
โดยให้โอนไปยังบัญชีธนาคาร ก่อนจะทราบภายหลังว่าถูกหลอกลวง จึงได้ไปแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะติดตามจับกุมไว้ได้ดังกล่าว จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การ ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา