รวบเพิ่มขบวนการขายปุ๋ยทิพย์ปลอมเอกสารราชการ หลอกขอสินเชื่อแบงก์ ความเสียหายกว่า 80 ล้านบาท
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) จับกุม นางสำเริงฯ อายุ 59 ปี
สืบเนื่องจาก เดือน มกราคม 2568 ได้มีธนาคารแห่งหนึ่ง ได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหา ที่มีการยื่นเอกสารและหลักฐานประกอบการยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารโดยใช้เอกสารราชการปลอม
โดยกลุ่มผู้กู้ดังกล่าวไม่มีการชำระหนี้ ปล่อยให้เป็นหนี้เสียกับธนาคาร เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายรวมกว่า 80 ล้านบาท
จากการสอบสวน ทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีกลุ่มนายหน้า และลูกค้าผู้กู้ได้มีการสมคบกันจัดตั้งกิจการขึ้น ใช้เอกสารแสดงตนเองว่ามีอาชีพ หรือเป็นผู้ประกอบกิจการขายปุ๋ยในการยื่นขอสินเชื่อเหมือนกันทั้งหมด
โดยใช้เอกสารใบอนุญาตขายปุ๋ย (ข.ป.1) ของกรมวิชาการเกษตร เป็นเอกสารประกอบการยื่นสินเชื่อ จากนั้นกลุ่มนายหน้าได้ส่งเอกสารให้ผู้จัดการธนาคารลงนามอนุมัติสินเชื่อธนาคาร เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อแล้ว ลูกค้าผู้กู้ได้โอนเงินส่วนแบ่งไปให้กลุ่มนายหน้า
จากนั้นกลุ่มนายหน้าได้โอนเงินส่วนแบ่งให้ผู้จัดการธนาคารดังกล่าว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบใบอนุญาตขายปุ๋ย (ข.ป.1) กับกรมวิชาการเกษตรแล้ว พบว่าเป็นเอกสารปลอม
ก่อนหน้านี้ พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. ได้รวบรวมพยานหลักฐานหาขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 7 ราย ประกอบด้วย นายหน้าผู้ติดต่อหาลูกค้า พนักงานธนาคาร ผู้กู้ที่ยื่นกู้โดยใช้เอกสารปลอมโดยสามารถจับกุมได้ทั้งหมดทุกราย
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. ได้สืบสวนสอบสวนขยายผล จนมีพยานหลักฐานยืนยันว่านางสำเริงฯ ผู้ต้องหารายนี้ ได้มีส่วนร่วมในปลอมเอกสารใบอนุญาตขายปุ๋ย และนำมาขออนุมัติสินเชื่อต่อธนาคาร มูลค่า 400,000 บาท และพบเส้นทางการเงินโอนเงินผลประโยชน์ที่ได้จากการกู้ให้กับนายหน้าผู้ร่วมกระบวนการ จึงได้ขออนุมัติต่อศาลเพื่อออกหมายจับรายนี้เพิ่มเติมและออกประกาศสืบจับเรื่อยมา
จนทราบว่า นางสำเริงฯ ได้หลบหนีไปกบดาน ในพื้นที่ ต.ปางมะค่า อ.ขาณุวรลักษณ์ จ.กำแพงเพชร ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุม นางสำเริงฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การภาคเสธว่า ตนไม่ได้เป็นผู้ปลอมแปลงเอกสาร เนื่องจากมีนายหน้าเป็นผู้เตรียมเอกสารให้ทั้งหมด โดยเมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว นางสำเริงฯ ได้แบ่งค่าดำเนินการให้กับนายหน้า 100,000 บาท ส่วนตนเองได้รับผลประโยชน์ ประมาณ 300,000 บาท