เช้านี้ที่หมอชิต - คำพูดที่ว่าต้องเห็นความผิดก่อนแล้วจึงออกหมายจับ ไม่เกินจริง เสียทีเดียว สำหรับ นายเบน สมิธ และ ภรรยา ที่ถูกตำรวจสอบสวนกลางออกหมายจับแล้ว
ศาลอาญาฯ ออกหมายจับ นายเบน สมิธ อายุ 47 ปี และ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน พร้อมขออำนาจศาลฯ เข้าตรวจค้น ในพื้นที่ภาคกลาง รวม 6 จุด เพื่อค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม รวม 13 รายการ
คดีนี้เริ่มจากประวัติของ นายเบน สมิธ และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ ปรากฎตามสื่อต่าง ๆ ว่า นายเบน สมิธ เป็นนักธุรกิจที่ถูกสหรัฐอเมริกาจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มสแกมเมอร์ระดับนานาชาติ ส่วน นางสาวแคทรียา ภรรยา ปรากฎชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย หลายแห่ง
ตำรวจจึงตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ติดตามพฤติการณ์ นายเบน สมิธ กับพวก จึงพบว่ามีนักลงทุนต่างชาติตกเป็นผู้เสียหายจากการถูกหลอกลงทุนข้ามชาติเข้าแจ้งความร้องทุกข์ตำรวจสอบสวนกลาง
จากการสืบสวนทราบว่า ต้นปี 2559 นายเบน สมิธ พร้อมภรรยา ร่วมกันสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกผู้เสียหายให้ลงทุนในหุ้น, อสังหาริมทรัพย์, เครื่องบินเจ็ท และธุรกิจพลังงาน ต่อเนื่องหลายโครงการ มูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท
ข้อมูลของนักธุรกิจผู้เสียหายที่ต้องการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทยทำให้ทราบว่า ได้รู้จักกับนายเบน สมิธ ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญ และแนะนำด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย แนะนำนักธุรกิจและนักการเมืองให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้น บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีการลงทุนจริง จนผู้เสียหายวางใจ
ต่อมา นายเบน สมิธ อาศัยจังหวะนี้หลอกผู้เสียหายให้ลงทุนในหุ้นเพซ 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพส ทำสัญญากู้ยืมเงินและออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7% และ 11% เป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท แล้วให้ นางแคทรียา เป็นผู้บริหารการลงทุนในหุ้น นานกว่า 1 ปี
ระหว่างที่ผู้เสียหายยังไว้วางใจ ประกอบกับต้องไปดูงานที่ต่างประเทศหลายโครงการ นายเบน สมิธ ฉวยโอกาสชวนซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ราคา 255 ล้านบาท โดยหลอกเงินมัดจำจากผู้เสียหายไป 21 ล้านบาท เพื่อให้เช่าและใช้ส่วนตัว
เดือนถัดมา นายเบน สมิธ หลอกลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้า ไปอีก 126 ล้านบาท อ้างว่าจะไปร่วมกับนักลงทุนไทย ทำธุรกิจร่วมกับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย
กระทั่งผู้เสียหายทราบความจริงว่า หุ้นเพซ ที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้ไม่มีความเคลื่อนไหวตามที่ตกลงกันไว้ นายเบน สมิธ จึงเสนอจ่ายเงินมัดจำคอนโดฯ ที่ตบแต่งใหม่ รวม 7 ห้อง เป็นเงิน 144 ล้านบาท นำไปขายเพื่อเอายอดเงินที่สูงกว่านำมาคืนผู้เสียหาย แต่ยังไม่ทันได้ส่งมอบ แค่ทวงถามห้องชุดก็บ่ายเบี่ยง จนทราบภายหลังว่าห้องทั้งหมดถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่น
นอกจากนี้ ตำรวจยังประสาน ปปง. รายงานมูลฐานคดีฟอกเงิน ตั้งแต่ปี 2559 มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเป็นหลักฐานสำคัญในการอายัดทรัพย์สินในเครือข่ายต่อไป