วันนี้ (8 มี.ค. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกันจับกุม นายเกียรติศักดิ์ อายุ 35 ปี ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใดฯ” ตามหมายจับของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 621/2568 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2568
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณสถานีรถไฟดอนเมือง ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร
สืบเนื่องจากเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2568 ผู้เสียหายได้มาพบพนักงานสอบสวน สภ.ขนอม เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายเกียรติศักดิ์ ที่ได้หลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินโดยผู้เสียหายได้พบเพจเฟซบุ๊ก ได้มีการลงโพสต์โฆษณาผ่านรูปแบบสาธารณะให้ประมูลเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปทำการประมูลและผู้เสียหายได้ทำการประมูลในราคา 46,000 บาท
จากนั้นเฟซบุ๊กดังกล่าวได้ติดต่อผ่านกล่องข้อความเมสเซนเจอร์มาหาผู้เสียหายและได้บอกว่าชนะการประมูล โดยได้ให้หมายเลขบัญชีธนาคาร ชื่อบัญชีนายเกียรติศักดิ์ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงิน เข้าไปยังบัญชีธนาคารที่คนร้ายได้ให้ไว้ เมื่อวันที่ (4 ส.ค. 68) จำนวนเงินประมาณ 50,000 บาท
เมื่อโอนเงินไปแล้วคนร้ายได้ให้โอนเงินไปอีก แต่ผู้เสียหายไม่ได้โอนเงินเพิ่ม ต่อมาคนร้ายได้ทำการบล็อกเฟซบุ๊กผู้เสียหาย จึงรู้ว่าถูกหลอกและได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับคนร้ายที่เกี่ยวข้องที่หลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย
จากการตรวจสอบเส้นทางการโอนเงินพบว่าเงินจากผู้กล่าวหาได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาจริง และเมื่อรับโอนเงินแล้วได้มีการโอนเงินไปยังทรูมันนี่วอลเล็ท ต่อเนื่องทันทีและผู้ต้องหาเพิ่งเปิดบัญชีธนาคารเมื่อวันที่ (24 ก.ค. 68) ซึ่งก่อนเกิดเหตุในคดีนี้ไม่นาน อันมีลักษณะผิดปกติวิสัย
โดยเปิดบัญชีก่อนเกิดเหตุคดีนี้ไม่นานเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาในคดีนี้ได้เปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากของตนโดยมิได้เจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และหรือหลอกลวงให้ผู้เสียหายในคดีนี้หลงเชื่อชนะการประมูลเครื่องคอมพิวเตอร์จริง เป็นการกระทำไม่เลือกเหยื่อในการติดต่อหรือการโฆษณาผ่านรูปแบบสาธารณะซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ที่ส่งหมายเรียกไปยังภูมิลำเนาของผู้ต้องหาได้รับผลการส่งหมายเรียกแต่ไม่พบผู้ต้องหา พบบุคคลอื่นแจ้งว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านเช่าและไม่ทราบว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ใด เชื่อได้ว่าน่าจะกระทำผิดอาญาและถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีที่อยู่หลักแหล่ง พนักงานสอบสวนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอหมายจับเพื่อนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้สืบทราบนายเกียรติศักดิ์ ได้หลบหนีอยู่ทางภาคอีสาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสืบสวนหาข่าวและทำการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหารายนี้และจากการสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาจะเดินทางเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานครเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เดินทางไปสืบสวนหาข่าวบริเวณย่านดอนเมือง พบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการแสดงบัตรข้าราชการตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบ
จากการตรวจสอบทราบว่าบุคคลดังกล่าวชื่อนายเกียรติศักดิ์ โดยนำบัตรประจำตัวประชาชามาตรวจสอบยืนยันพบว่ามีชื่อตรงกันกับบุคคลตามหมายจับและมีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับ สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน ผู้ต้องหาดูอย่างละเอียดจนทราบและเข้าใจดีแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ต้องหาทราบ
จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหามายัง บก.ปพ. จัดทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งไปยังสถานีตำรวจภูธรขนอม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป