อัยการแจงเหตุคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ผกก. โรงพักอรัญประเทศ คดีซ้อมทรมานลุงเปี๊ยก

อัยการแจงเหตุคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ผกก. โรงพักอรัญประเทศ คดีซ้อมทรมานลุงเปี๊ยก

View icon 214
วันที่ 9 มี.ค. 2569 | 18.55 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
รองโฆษกอัยการ แจงเหตุคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ผกก. โรงพักอรัญประเทศ ผิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ กรณีซ้อมทรมานลุงเปี๊ยก ส่วนผู้ต้องหาอีก 7 ราย อยู่ระหว่าง อสส.พิจารณาชี้ขาด

วันนี้ (9 มี.ค.69) นายไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยคืบหน้ากรณีมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางรายในคดีร่วมกันซ้อมทรมานลุงเปี๊ยกว่า ตามที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันซ้อมทรมานนายปัญญา คงแสนคำ หรือลุงเปี๊ยก เพื่อให้รับสารภาพในคดีที่ นางบัวผัน ตันสุ ถูกกลุ่มเยาวชนรุมทำร้ายจนเสียชีวิต ให้กับพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 โดยมี พ.ต.อ. พิเชษฐ์ ศรีจันทร์ตรา ผกก. สภ.อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว (ในขณะนั้น) กับพวกรวม 8 คน ตกเป็นผู้ต้องหา

ต่อมา พนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.อ. พิเชษฐ์ ผู้ต้องหาที่ 1 ตามที่ทราบกันแล้วนั้น ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพ ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้น โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป, ร่วมกันกระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, ร่วมกันกระทำให้บุคคลสูญหาย และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เนื่องจากในสำนวนการสอบสวนไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่สามารถยืนยันและรับฟังได้ว่า ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดกับผู้ต้องหาที่ 2 – 8 ตามที่ถูกกล่าวหา

และเมื่อได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นและคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการให้อธิบดีดีเอสไอพิจารณาทำความเห็นแย้งหรือไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ อธิบดีดีเอสไอได้มีความเห็นพ้องด้วย (ไม่แย้ง) กับคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ของพนักงานอัยการ จึงเป็นกรณีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี

ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 กล่าวคือ พยานหลักฐานที่ปรากฏขึ้นใหม่ต้องเป็นพยานหลักฐานที่ไม่ทราบมาก่อนว่ามี และไม่ปรากฏอยู่ในสำนวน และยังต้องมีน้ำหนักพอที่จะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้อีกด้วย

ส่วนกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 – 8 บางข้อหา อธิบดีดีเอสไอได้มีความเห็นแย้งในส่วนนี้ ได้แก่ ความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 7, 37 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่สำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาความเห็นแย้งในประเด็นนี้ของอธิบดีดีเอสไอดังกล่าว โดยอัยการสูงสุดจะเป็นผู้ชี้ขาดความเห็นแย้งตามกฎหมาย ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดจะได้แจ้งให้ทราบต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง