อลหม่านเติมน้ำมัน

View icon 29
วันที่ 18 มี.ค. 2569 | 11.17 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - เมื่อวานนี้ ช่วงที่ประชาชนรอว่า รัฐบาลจะเคาะขึ้นราคาน้ำมันเท่าไหร่ ภาพความโกลาหล ก็เกิดขึ้นทันที ประชาชนกลัวน้ำมันจะขึ้นราคา พากันไปต่อคิวรอซื้อน้ำมันตุน จนแถวยาวล้นสถานีบริการ

พากันขนแกลลอนมาซื้อน้ำมัน ภาพที่เห็นเลยมีแต่แกลลอนต่อคิวยาวเหยียด ภาพนี้เกิดขึ้นที่สถานีบริการ หรือ ปั๊มน้ำมันในพื้นที่ตำบลสลกบาตร อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร นานแค่ไหนก็รอ ขอให้มีน้ำมันกลับบ้านไปด้วย

ปั๊มน้ำมันอีกจุดใน จ.กำแพงเพชร เช่นกัน เป็นความโกลาหลของทั้งเกษตรกร และประชาชนกว่า 500 คน ที่แห่กันไปเติมน้ำมัน ทั้งเติมใส่รถ ใส่แกลลอน ให้คนละ 1 สิทธิ์ รถกระบะ ใส่แกลลอน ให้คนละ 500 บาท รถการเกษตร รถบรรทุก ให้คันละ 1,000 บาท ปั๊มได้น้ำมันมา 6,000 ลิตร ไม่เพียงพอกับคนที่ต้องการน้ำมัน ต้องแจกบัตรคิว แล้วเกิดการโต้เถียงเรื่องแซงคิว คนจัดคิวต้องให้ชาวบ้านช่วยตัดสิน

ส่วนภาพมุมสูงจากปั๊มน้ำมัน ริมถนน อยุธยา - เสนา อ.เสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังทราบว่าวันนี้ราคาน้ำมันปรับขึ้น รถยนต์ส่วนบุคคล รถบรรทุก รวมไปถึงรถจากการไฟฟ้า รถดับเพลิง รถเทศบาล และรถเก็บขยะ ไปต่อคิวรอเติมน้ำมันแถวยาวล้นออกมานอกปั๊ม

วิกฤตน้ำมันขาดแคลนไม่เพียงพอความต้องการ ทำให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ ถึงขั้นยกมือไหว้ ขอโทษประชาชน ยืนยันปัญหาไม่ได้มาจากขาดแคลนน้ำมัน แต่เป็นปัญหาด้านการขนส่ง น้ำมันมีพอใช้งาน 101 วัน แต่กลับกลายเป็นว่าข้อมูลมันย้อนแย้ง เพราะคนขับรถขนส่งน้ำมันยัวะจัด ตกเป็นแพะรับบาป แฉสาเหตุที่แท้จริงเป็นเพราะถูกจำกัดโควตาน้ำมัน เดิมได้น้ำมัน 30,000 ลิตร แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 10,000 ลิตร

คราวนี้มาดูโรงกลั่นในประเทศไทย มีอยู่ด้วยกัน 7 แห่ง ได้แก่

- โรงกลั่น ไทยออยล์ จ.ชลบุรี กำลังการผลิตประมาณ 275,000 - 400,000 บาร์เรลต่อวัน

- บางจาก (โรงกลั่นพระโขนง กรุงเทพฯ)

- บางจาก (โรงกลั่นศรีราชา จ.ชลบุรี)

- ไออาร์พีซี จ.ระยอง

- พีทีที โกลบอล เคมิคอล

- เอสพีอาร์ซี จ.ระยอง

ทั้ง 6 แห่งกลั่นน้ำมันสู่สถานีบริการทั่วประเทศ

อีก 1 แห่งเป็นโรงกลั่นฝาง ของกรมการพลังงานทหาร จ.เชียงใหม่

เรามีโรงกลั่น 6 แห่ง สงสัยกันไหม ทำไมน้ำมันไม่พอ แล้วทำไมน้ำมันดีเซลของไทยจึงแพงกว่าประเทศมาเลยเซีย และอินโดนีเซีย

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน บอกว่า การคิดคำนวณราคาน้ำมันดีเซลของไทย กับมาเลเซีย และอินโดนีเซีย แตกต่างกันมาก ในโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ไทยเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และเก็บภาษีทั้งภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซ้ำซ้อน แต่มาเลเซียกับอินโดนีเซียไม่เก็บ เขาใช้เงินงบประมาณรัฐ ตรึงราคาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน คราวนี้ อาจารย์อัทธ์ จำแนกว่า หากไทยมีสต๊อกน้ำมัน 3 เดือน ก็เท่ากับว่า น้ำมันดิบต้องซื้อก่อน 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่เกิดการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ดังนั้น เมื่อรัฐบาลประกาศตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 15 วัน ระหว่างนั้น ก่อนจะสิ้นสุดวันตรึงราคาเมื่อวานนี้ มีการปรับค่าการกลั่น จากลิตรละ 2 บาท เป็นลิตรละ 6 บาท ตามการอ้างอิงราคาตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปรับขึ้นค่าการกลั่น ซึ่งตามข้อเท็จจริง สต๊อกน้ำมันที่มีอยู่ คนไทยควรได้สิทธิที่ซื้อน้ำมันดีเซลที่ราคาลิตรละ 29 บาท 94 สตางค์ นาน 3 เดือน หรือ ใช้ราคานี้ไปจนถึง วันที่ 28 มิถุนายน 2569 จึงจะตรงไปตรงมา นอกจากนี้ยังมีการใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนเพิ่มจากลิตรละ 74 สตางค์ เป็นลิตรละ 20 บาท 36 สตางค์อีกด้วย คำถาม คือ ทำไม “คนไทยต้องรับกรรม” จ่ายดีเซลแพง ทั้ง ๆ ที่การคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกมันมีปัญหา

ส่วนสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบทุกวัน ล่าสุด วงในแจ้งว่า ติดลบกว่า 16,000 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาพูดเรื่องราคาน้ำมัน ทำนองว่าถ้าจะลดราคาน้ำมันลง ประชาชนทำได้เลยด้วยตัวเอง ด้วยการลดการใช้น้ำมัน ก็จะเท่ากับลดค่าใช้จ่ายจุดนี้ไปได้ เจตนาในการแนะนำของท่านเป็นไปด้วยความหวังดี แต่คนในโลกโซเชียลไม่เห็นด้วย ออกมาแซะกันสนุก 

ความหมายของท่านรัฐมนตรี จะบอกว่า ถ้าประชาชนเห็นว่า ราคาน้ำมันที่เป็นอยู่ตอนนี้มันแพง และเราไปบังคับให้มันลดลงไม่ได้ ถ้าอยากให้ราคาน้ำมันลดลง ให้เริ่มที่ตัวเรา

ยกตัวอย่างว่า ถ้าเราลดค่าใช้จ่ายการเติมน้ำมันลงไป 3 บาท ก็ให้ไปลดการใช้ลง 10 เปอร์เซ็นต์ ก็จะประหยัดได้เหมือนกัน ซึ่งในโลกโซเชียลฯ ก็วิพากษ์วิจารณ์กัน และไม่ได้คล้อยตามสักเท่าไร

ผู้คนส่วนหนึ่งมองว่า แนวทางดังกล่าวยังไม่เป็นรูปธรรม เช่น "แล้วมันลดระยะทางลง 10% ได้ไหมล่ะ หรือให้เดิน 10% ที่เหลือ"

หรือ "ที่ทำงานห่างจากบ้าน 40 กิโลฯ ขับรถ 20 กิโลฯ แล้วจอดเดิน 20 กิโลฯ โอเคเลยลูกเพ่ !"

หรือ "ขับรถ 9 กิโลฯ เดิน 1 กิโลฯ น่าจะประมาณนี้ครับ หรือ ไปทำงาน 9 วัน ลา 1 วัน"

หรือ "หลักการง่าย ๆ ครับ ถ้าขับรถ 100 กิโลฯ พอขับได้ 90 กิโลฯ เราก็หยุดแล้วเข็นรถไปต่ออีก 10 กิโลฯ เราจะสามารถประหยัดได้ 10%"

ส่วนเพจดังอย่าง Drama Addict ก็มีการแชร์ข่าวในประเด็นนี้ ชาวเน็ตก็เข้าไปแสดงความคิดเห็นในทำนองเดียวกัน

เช่น "เดินทาง 100 กิโลฯ จอดเดินสัก 10 กิโลฯ ประหยัดไป 10%" หรือ "ที่เขาพูด เขาทำดูหรือยัง ? ว่ามันลดไหม ?"

แต่ก็มีบางคอมเมนต์ที่บอกวิธีช่วยกันประหยัดพลังงานที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง คือ ขับความเร็วคงที่ 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลดการเร่ง-การเบรก ค่อย ๆ ออกตัวไม่กดคันเร่งแรง ไม่จอดติดเครื่องนาน และดูแลสภาพรถให้พร้อม รวมถึงการวางแผนเดินทาง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง