รายงานดังกล่าววิเคราะห์ความเสี่ยงใน 5 มิติหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ สังคม และเทคโนโลยี โดยอ้างอิงข้อมูลจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและผู้นำภาคธุรกิจกว่า 12,000 คนทั่วโลก
แนวโน้มความเสี่ยงของโลก: ความแตกต่างระหว่างระยะสั้นและระยะยาว
รายงานชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงของโลกมีลักษณะเปลี่ยนแปลงตามกรอบเวลาอย่างชัดเจน ได้แก่
- ระยะสั้น (2 ปี): ความกังวลหลักอยู่ที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การบิดเบือนข้อมูล และการแบ่งขั้วทางสังคม โดยความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในอันดับต้น
- ระยะยาว (10 ปี): ความเสี่ยงเปลี่ยนไปสู่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เช่น เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเสื่อมถอยของระบบนิเวศ
แนวโน้มความเสี่ยงของประเทศไทย: เศรษฐกิจเป็นประเด็นหลัก
ในทางกลับกัน ความเสี่ยงสำคัญของประเทศไทยในปี 2569 มุ่งเน้นไปที่มิติทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดย 5 อันดับแรก ได้แก่
1. หนี้สิน (Debt): ครอบคลุมทั้งหนี้สาธารณะ หนี้ภาคธุรกิจ และหนี้ครัวเรือน โดยเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของไทยต่อเนื่อง ขณะที่ในระดับโลกอยู่ในลำดับที่ต่ำกว่า
2. ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Economic downturn)
3. ภาวะการว่างงานหรือขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ (Lack of economic opportunity and unemployment)
4. ผลกระทบเชิงลบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Adverse outcomes of AI)
5. ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่ง (Inequality)
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน จะเห็นถึงความแตกต่างเชิงโครงสร้างของความเสี่ยง โดยบางประเทศให้ความสำคัญกับผลกระทบจากเทคโนโลยีหรือความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัญหาหนี้เป็นหลัก
นัยเชิงนโยบายและแนวทางการรับมือ
รายงานเสนอว่า การบริหารจัดการความเสี่ยงจำเป็นต้องอาศัยแนวทางแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งระดับนโยบายและระดับองค์กร ได้แก่
- การใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อบริหารความเสี่ยง
- การส่งเสริมความรู้และทักษะผ่านระบบการศึกษา
- การลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรม
- การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
การดำเนินการอย่างเป็นระบบในประเด็นเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนทั้งในประเทศและระดับโลก