วันนี้ (27 มี.ค.69) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อทำความเข้าใจถึงราคาน้ำมันแต่ละลิตร คนไทยต้องจ่ายให้กับอะไรได้ ถ้าจะลดลดตรงไหนได้บ้าง โดยข้อความตอนหนึ่งระบุว่า หากเราเข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมัน จะสามารถช่วยกันคิดได้ว่าควรปรับปรุงนโยบายอย่างไรให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ใช่เพียงแค่การนำเงินกองทุนน้ำมันไปแบกรับภาระ หรือการนำภาษีซึ่งเป็นหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชนไปอุดหนุนแบบไม่สิ้นสุด ในขณะที่ภาระส่วนใหญ่ถูกผลักมาที่ประชาชนฝ่ายเดียว แต่โรงกลั่นกลับมีกำไรมหาศาล
นายวิโรจน์ ชวนถอดรหัสว่า ในน้ำมัน 1 ลิตรที่เราจ่ายไปนั้น ประกอบด้วย ต้นทุนเนื้อน้ำมัน (มีสัดส่วนประมาณ 40%-60% ของราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม) ประกอบไปด้วย ราคาต้นทุนน้ำมันดิบ และค่าการกลั่น โดยเราให้คิดราคาตามราคากลางสิงคโปร์ หรือ MOPS ทำให้ประชาชนจำนวนมากถามว่าทำไมเราถึงไม่คิดราคาจากต้นทุนการผลิตจริง ๆ ในเมื่อเรากลั่นน้ำมันในประเทศของเราเอง ทำไมต้องใช้ราคากลางสิงคโปร์ ทำให้แพง
นายวิโรจน์ อธิบายสาเหตุที่ต้องอิงราคากลางสิงคโปร์ ว่า ก่อนปี 2534 ราคาน้ำมันในประเทศไทยถูกกำหนด และควบคุมโดยรัฐบาลอย่างเข้มงวด จนในปี 2534 รัฐบาลประกาศนโยบาย "ลอยตัวราคาน้ำมัน" และอนุญาตให้ตั้งโรงกลั่นเสรี เพื่อให้กลไกราคาดึงดูดนักลงทุน จึงให้กำหนดราคาตามราคาสิงคโปร์เพื่อให้โรงกลั่นมั่นใจว่าจะมีกำไรในระดับสากล ในตอนนั้นถ้าไม่ใช้ราคาสิงคโปร์ โรงกลั่นน้ำมันที่มีอยู่ก็ไม่มีแรงจูงใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และขยายกิจการ โรงกลั่นใหม่ ๆ ไม่มีใครอยากจะมาลงทุน การตรึงราคาที่หน้าปั๊มน้ำมัน ทำให้รัฐต้องแบกรับภาระการชดเชยที่สูงมาก
ถ้าไม่ใช้ราคากลางสิงคโปร์ ถ้าราคาหน้าโรงกลั่นไทยมีราคาถูก น้ำมันก็จะถูกส่งออกไปขายยังต่างประเทศที่มีราคาสูงกว่า ถ้ารัฐบาลประกาศห้ามส่งออก โรงกลั่นก็อาจจะลดกำลังการผลิตลงมา สุดท้ายประเทศไทยก็ต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเข้ามาอยู่ดี
“ผมคิดว่าการกำหนดราคาต้นทุนเนื้อน้ำมัน จำเป็นต้องอ้างอิงราคากลางสิงคโปร์มาเทียบเคียงอยู่บ้าง แต่ควรพิจารณาปรับลดต้นทุนที่ไม่เกิดขึ้นจริงออก ไม่ต้องคิดราคาเสมือนนำเข้า (Import Parity) โดยตั้งราคาหน้าโรงกลั่นให้เท่ากับ "ราคาถ้าเราต้องไปซื้อน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์แล้วขนส่งมาที่ไทย"
ต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์ต่าง ๆ เบื้องต้นประกอบด้วย
ค่าขนส่ง ที่เสมือนว่าต้องขนน้ำมันลงเรือใหญ่จากสิงคโปร์ มายังคลังน้ำมันในไทย ประมาณ 0.40 - 0.60 บาท/ลิตร ทั้ง ๆ ที่น้ำมันส่วนใหญ่กลั่นที่ศรีราชา หรือระยอง แล้วส่งผ่าน "ท่อขนส่งน้ำมัน" หรือรถบรรทุกไปยังคลังในประเทศทันที ไม่ได้ข้ามทะเลมามาจากสิงคโปร์
ค่าประกันภัย (Insurance) และค่าการระเหย (Loss) ระหว่างการขนส่งทางเรือ ประมาณ 0.05 - 0.10 บาท/ลิตร ก็ในเมื่อไม่มีการขนส่งทางเรือระยะไกล ความเสี่ยงเหล่านี้ก็น่าจะน้อยกว่าที่ระบุในสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างมาก
ค่าธรรมเนียมท่าเรือและค่าบริการคลังน้ำมันปลายทาง ประมาณ 0.2 – 0.5 บาท/ลิตร ความเป็นจริงโรงกลั่นใหญ่ทั้ง 6 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ ไทยออยล์ (TOP), PTTGC, IRPC, บางจาก (BCP), BSRC และ SPRC มีท่าเรือและคลังของตัวเอง และลงทุนไปนานจนคืนทุนหมดแล้ว การนำค่าเช่าท่าเรือสมมติมาบวกเพิ่มในราคาน้ำทุกลิตร จึงไม่สมเหตุสมผล
ค่าปรับปรุงคุณภาพ (Quality Premium) ส่วนนี้มักถูกอ้างว่าน้ำมันที่สิงคโปร์นั้นมีมาตรฐานไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องบวกค่าปรับปรุงคุณภาพเพิ่ม ประมาณ 0.50 บาท/ลิตร แต่ในความเป็นจริง โรงกลั่นในไทยปรับปรุงเทคโนโลยีจนกลั่น Euro5 ได้เป็นมาตรฐานปกติอยู่แล้ว ซึ่งเป็นต้นทุนที่รวมอยู่ในค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร และค่าดำเนินการไปแล้ว จึงไม่ควรนำมาคิดซ้ำอีก
ค่าพ่อค้าคนกลางในการนำเข้า (Trader / Import Premium) ประมาณ 0.5 – 1.0 บาท ซึ่งเป็นส่วนที่ทับซ้อน และคลุมเครือมาก เพราะประเทศไทยมีโรงกลั่น และผลิตใช้เองเป็นหลัก แต่กลับถูกคิดราคาเหมือนต้องซื้อผ่านคนกลาง ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จึงควรถูกปรับลดลง
หากเราใช้ราคากลางสิงคโปร์มาอ้างอิง แล้วปรับลดต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์ที่ไม่เกิดขึ้นจริงออก หรือปรับให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล ก็เป็นไปได้ที่จะสามารถปรับลดค่าน้ำมันลงได้ประมาณ 1.6-2.7 บาทต่อลิตรหรืออย่างน้อย ๆ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่หน้าโรงกลั่น จะต้องไม่สูงไปกว่าราคาที่ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ (Export Parity) คือ แทนที่จะเอาราคานำเข้ามาอ้างอิง (Import Parity) ก็ให้เอาราคาส่งออก (Export Parity) มาอ้างอิงแทน โดยตัดต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออก หรือปรับให้มันสมเหตุสมผล เพราะการที่ราคาหน้าโรงกลั่นแพงกว่าราคาส่งออก เพราะต้องเอาต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์ต่างๆ มาคิด มันอธิบายกับประชาชนไม่ได้จริงๆ
สำหรับค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin) ที่ปัจจุบันอยู่ที่ ประมาณ 6.00-6.33 บาทต่อลิตร โดยปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยอยู่ในระดับปกติประมาณ 2.00 บาทต่อลิตร (ช่วงก่อนวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ) เบื้องต้นต้องเข้าใจกันก่อนว่า ค่าการกลั่นนั้นไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่มันคือ ส่วนต่างราคาระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป กับราคาน้ำมันดิบ สถานการณ์ในตอนนี้ เนื่องจากโรงกลั่นขนาดใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต้องหยุดชะงักทำให้น้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกมีความขาดแคลน ประกอบกับที่ตลาดสิงคโปร์ (MOPS) ซึ่งเราอ้างอิงราคา มีภาวะแย่งกันซื้อน้ำมันสำเร็จรูป ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคาน้ำมันดิบ จึงทำให้ค่าการกลั่นเพิ่มสูงขึ้น
เรื่องค่าการกลั่น นี่เราไปกล่าวโทษโรงกลั่นไม่ได้ตรง ๆ เพราะโรงกลั่นไม่ได้เป็นคนกำหนดค่าการกลั่นเอง แต่เราตั้งข้อสังเกต เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายโครงสร้างราคาน้ำมันให้สมเหตุสมผลได้ เนื่องจากโรงกลั่นในไทยทั้ง 6 แห่ง ปัจจุบันยังคงทำงานปกติ ต้นทุนการกลั่นไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นมากนัก แต่ได้กำไรเพิ่มขึ้น 3 เท่าตามราคาตลาดโลก จะทำอย่างไรให้โรงกลั่นมีความร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนให้มากขึ้น ไม่ต้องตกเป็นจำเลยว่าได้โอกาสทองบนความทุกข์ยากของประชาชนอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งโรงกลั่นเอง เขาก็ไม่อยากจะโดนด่าอย่างนั้น
ยิ่งราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปที่หน้าโรงกลั่น ไปใช้ราคานำเข้าจากตลาดสิงคโปร์ (Import Parity) ซึ่งมีการไปรวมเอาต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์เข้าไปอีก ก็เลยถูกมองเป็นการทำนาบนหลังคน หาประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชนเข้าไปใหญ่

รัฐบาลแก้ไขได้ ด้วยการเร่งรัดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร โดยเพิ่มหมวดว่าด้วย "ภาษีลาภลอย (Windfall Tax)” เข้าไปในระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยกำหนดอัตราภาษีพิเศษสำหรับกำไรที่เกินกว่าฐานปกติ รวมทั้งใช้อำนาจตาม มาตรา 14(4) ของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ใช้อำนาจตามมาตรา 14 (4) สั่งให้โรงกลั่นส่งเงินเข้ากองทุนเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนค่าการกลั่นที่เกินปกติ เพื่อให้กองทุนน้ำมันทันทีมีเงินไปชดเชยราคาให้กับประชาชน
การจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ยังเป็นกลไกสำคัญ ในการจัดการกับกำไรจาก Stock Gain ซึ่งเป็น กำไรส้มหล่นที่เกิดจากโรงกลั่นซื้อน้ำมันดิบมาสำรองไว้ในราคาเดิม แต่พอราคาตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น โรงกลั่นก็ปรับราคาขายขึ้นทันทีตามราคาตลาดโลก ทำให้ได้กำไรส่วนต่างมหาศาลจากน้ำมันก้อนเดิมที่เก็บอยู่ในคลัง โดยที่ไม่ได้ลงแรง หรือมีต้นทุนเพิ่มเลย
“เวลาต้นทุนน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้น โรงกลั่นมักจะปรับราคาขายที่หน้าโรงกลั่นแทบจะทันที แต่เวลาราคาน้ำมันดิบลดลง โรงกลั่นมักจะอ้างว่าไม่สามารถปรับลดราคาได้ทันที เนื่องจากมีโรงกลั่นมี Stock น้ำมันดิบที่ซื้อมาตอนราคาสูง จำเป็นต้องระบายน้ำมันของเดิมออกไปก่อนถึงจะลดราคาได้ การเก็บภาษีลาภลอยในส่วนนี้ จะถูกแปรเป็นงบประมาณที่รัฐบาลสามารถนำไปใช้อุดหนุน หรือช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ให้กับประชาชนในกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่”
ในกรณีที่โรงกลั่นโต้เถียงกลับมาว่า แล้วตอนราคาน้ำมันลง โรงกลั่นต้องประสบกับ Stock Loss ใครจะมารับผิดชอบ คือ ต้องชี้แจงว่า ในสภาวะปกติ โรงกลั่นบริหารความเสี่ยงด้วยการทำ Hedging (ป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน) ไว้อยู่แล้ว และในช่วงที่ได้ Stock Gain มหาศาลจากวิกฤตการณ์น้ำมัน มันคือ กำไรที่เกินปกติ (Excess Profit) รัฐไม่ได้เก็บภาษีทั้งหมด แต่เก็บเฉพาะ “ส่วนที่เกิน” เพื่อช่วยพยุงค่าครองชีพประชาชนในช่วงวิกฤติเท่านั้น
นอกจากนี้ ในราคาน้ำมันยังภาษี (สัดส่วนประมาณ 30%-40% ของราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม) โดยประกอบไปด้วย
ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) เป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุด รัฐเก็บเพื่อเป็นรายได้แผ่นดิน ดีเซลประมาณ 6.9-7.4 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ ประมาณ 6-6.75 บาทต่อลิตร ซึ่งในส่วนของภาษีสรรพสามิต ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกที่รัฐบาลสามารถพิจารณาปรับลดอัตราภาษีได้ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน ซึ่งในอดีตเคยปรับลดลงไปถึง 5 บาทต่อลิตร ในครั้งนี้เข้าใจว่ารัฐบาลก็คงมีช่องว่างในการปรับลดภาษีสรรพสามิต
ภาษีเทศบาล เก็บเพิ่มอีก 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อจัดสรรให้กับท้องถิ่น ซึ่งต้องยอมรับว่าหากมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตลง ก็จะมีผลกระทบทางอ้อมต่องบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่นในอนาคต อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การที่รัฐบาลจะพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตลง ก็เป็นเรื่องที่พิจารณาได้ครับ แต่ถ้าไม่ยอมเดินหน้าจัดเก็บภาษีลาภลอย กับกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นเลย ไม่จัดการอะไรเลยกับต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์เลย ก็เท่ากับรัฐบาลกำลังเอาภาษีของคนไทยทั้งประเทศไปอุดหนุนกำไรให้กับโรงกลั่นทางอ้อม และเชื่อได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่ในปี 2569 นี้ โรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง อาจมีกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
ในขณะที่ ทุก ๆ การลดภาษีสรรพสามิต 1 บาทต่อลิตร ประเทศไทยเราใช้น้ำมันดีเซลวันละ 65 ล้านลิตร น้ำมันในกลุ่มเบนซินวันละ 32 ล้านลิตร ดังนั้นจะทำให้รัฐบาลขาดรายได้วันละ 97 ล้านบาท เดือนละ 2,800 ล้านบาท และจะทำให้ท้องถิ่นมีงบในการพัฒนาลดลงวันละ 10 ล้านบาท สมมติว่าถ้ารัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิต ลงลิตรละ 5 บาท นาน 3 เดือน ก็จะทำให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้ลดลง 14,550 ล้านบาท กระทบกับงบประมาณของท้องถิ่น ที่ต้องลดลง 1,455 ล้านบาท และด้วยการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล
นั่นหมายความว่ารัฐบาลจะต้องมีต้นทุนจากการกู้เงินชดเชยการขาดดุลการคลังในอัตราดอกเบี้ย 2.5%-3% ต่อปี ซึ่งจะทำให้รัฐต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นอีกปีละประมาณ 360-430 ล้านบาทร่วมด้วย ดังนั้นหากจะปรับลดภาษีสรรพสามิต เป็นเรื่องที่พิจารณาได้ แต่ต้องจัดกับในเรื่องภาษีลาภลอยควบคู่กันไปด้วย ถึงจะมีความเป็นธรรม
เงินส่งเข้ากองทุนต่างๆ (ในสภาวะปกติ จะมีสัดส่วนประมาณ 5%-20% ของราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม)
เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันไม่ได้ส่งเข้าแล้ว มีแต่ใช้เงินจากกองทุนเข้าไปอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน แต่เดิมก่อนวันที่ 26 มี.ค.69 กองทุนน้ำมันต้องอุดหนุนน้ำมันดีเซลอยู่สูงถึงลิตรละ 24.25 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 ก็อุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 9.73 บาท ปัจจุบัน ณ วันที่ 26 มี.ค.69 ก็ยังอุดหนุนอยู่ แต่ลดการอุดหนุนลงมา โดยดีเซลยังอุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 19.12 บาท ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 ก็ยังอุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 3.73 บาท ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันถูกปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 6 บาท
ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันที่ช่องแคบฮอร์มุซ กองทุนน้ำมันต้องรับภาระอันหนักอึ้งแบบเกินตัวมาโดยตลอด จะปล่อยให้กองทุนอุ้มน้ำมันทุกลิตรจากหัวจ่ายต่อไป โดยไม่ปรับราคาน้ำมันขึ้นเลย กองทุนคงรับไม่ไหวแน่ เพราะต้องต้องใช้เงินกว่าวันละ 2,000 ล้านบาท การปรับราคาน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท ช่วยแบ่งเบาภาระของกองทุนน้ำมันได้เพียงวันละ 500 ล้านบาทเท่านั้น ปัจจุบันนี้กองทุนน้ำมันยังต้องอุดหนุนอยู่สูงถึงวันละ 1,500 ล้านบาท ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า ราคาน้ำมันที่หน้าปั๊มยังต้องมีการปรับขึ้นอีกหลายระลอกแน่ ๆ
หากไม่มีกลไกใด ๆ หาเงินเข้ามาเติม กองทุนน้ำมันคงแบกรับสถานการณ์ไว้ไม่ไหวแน่ ๆ ดังนั้นการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลควรต้องเร่งพิจารณาอย่างเร่งด่วน ไม่สามารถเพิกเฉยได้
เงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เล็กน้อยเท่านั้น ประมาณ 0.05 บาทต่อลิตรเท่านั้น คงไปแตะอะไรไม่ได้แล้ว
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% แม้ว่าจะมีผู้ทักท้วงอยู่บ้างว่ามีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จาก ราคาหน้าโรงกลั่นรวมกับภาษีสรรพสามิต และภาษีเทศบาล ซึ่งเป็นคิดภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาษีตัวอื่นๆ (Tax on Tax) แต่สินค้าอื่นๆ ที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ไม่ว่าจะเป็น สุรา บุหรี่ หรือรถยนต์ ก็คิดภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยวิธีคิดแบบนี้ และประเทศอื่น ๆ ก็จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยวิธีการคำนวณแบบนี้ ดังนั้นในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม รัฐบาลคงจะไม่สามารถไปปรับเปลี่ยนอะไรได้ แต่ด้วยสูตรคิดแบบนี้มันก็มีข้อดีอยู่ คือ ถ้าหากรัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิตลงลิตรละ 1 บาท ก็จะทำให้ราคาขายปลีกที่หน้าปั๊มลดลง 1.07 บาท ถ้าภาษีสรรสามิตลดลงลิตรละ 5 บาท ก็จะทำให้ราคาขายปลีกที่หน้าปั๊มลดลงลิตรละ 5.35 บาท
ค่าการตลาด (มีสัดส่วนประมาณ 10%-18% ของราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม) คือ ส่วนที่เป็นรายได้ของผู้ค้าน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) ซึ่งต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าขนส่งน้ำมันจากคลังไปหน้าปั๊ม ค่าบริหารจัดการสถานีบริการ ทั้งเงินเดือนพนักงาน ค้าน้ำค่าไฟ และค่าเช่าสถานที่ ซึ่งปัจจุบันปั๊มน้ำมันจะได้ค่าการตลาดอยู่ที่ลิตรละ ประมาณ 2 บาท เท่านั้น ไม่ได้มากมายอะไร คงจะไปปรับลดอะไรในส่วนนี้ไม่ได้
สรุปก็คือ ราคาขายปลีกน้ำมันที่หน้าปั๊ม จะประกอบไปด้วย 4 ส่วน นั่นก็คือ ราคาหน้าโรงกลั่น ภาษีต่างๆ เงินส่งเข้ากองทุน และค่าการตลาด ราคาน้ำมันที่ยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลกล้าปรับปรุง "โครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น" ให้สะท้อนความเป็นจริง ตัดต้นทุนสมมติและค่าใช้จ่ายทิพย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกไป ควบคู่กับการใช้กลไก "ภาษีลาภลอย" เพื่อดึงกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่น และสต็อกน้ำมันกลับคืนมาให้กับประชาชน แทนการแบกรับภาระหนี้ผ่านกองทุนน้ำมัน หรือการลดภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียว