สนามข่าวเสาร์-อาทิตย์ - สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย มีมติปรับขึ้นค่าขนส่งสินค้า 10 % เริ่มวันที่ 1 เมษายนนี้ และแน่นอนว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ปรับแน่ ! ค่าขนส่ง 1 เม.ย.นี้
เป็นการเปิดเผยมาจาก นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย โดยที่ประชุมมีมติปรับอัตราค่าขนส่งทั้งระบบ 10 % เริ่มวันที่ 1 เมษายนนี้ หลังจากนั้นจะทยอยปรับราคาเป็นขั้นบันไดตามราคาน้ำมัน โดยตั้งเพดานสูงสุดที่ 25 %
ทั้งนี้ จะกระทบสินค้าอุปโภค-บริโภค สินค้าอุตสาหกรรม เกษตรกรรม สินค้านำเข้าและส่งออก การขนส่งสินค้าผ่านแดน รวมถึงค่าโดยสารด้วย เพราะทุก ๆ 1 บาทที่ปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น 3-5 %
นายกฯ ย้ำ คนไทยไม่ขาดแคลนน้ำมัน
วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ที่ร่วมประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์
นอกเหนือจากเรื่องการควบคุมราคาสินค้าแล้ว ยังพูดถึงการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ว่าเป็นไปตามกลไกตลาด ถ้าอุ้มมาก งบประมาณที่เอามาใช้ก็ร่อยหรอไปทุกวัน และที่สำคัญถ้าราคาต่ำกว่า โอกาสที่จะรั่วไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน การกักตุนก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในภูมิภาคอาเซียนเอง ไทยอยู่ในลำดับท้าย ๆ ที่ราคาน้ำมันไม่สูงเท่าประเทศอื่น ยอมรับว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคุกรุ่น ราคาน้ำมันในประเทศมีโอกาสขยับขึ้นแน่ ที่ทำได้ขณะนี้ คือ ประชาชนจะไม่ขาดแคลนน้ำมัน เพื่อลดความเดือดร้อนให้ได้มากที่สุด
แต่ต้องขอร้องให้ประชาชนทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ร่วมกันทำตามมาตรการประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟ เวิร์กฟรอมโฮม ถ้าอยู่เส้นทางเดียวกันไปด้วยกัน ใช้รถสาธารณะ เพราะประเทศไทยมีความสะดวกสบายเรื่องรถสาธารณะไม่แพ้ประเทศใดในโลก ทั้งนี้ ได้กำชับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขอให้ขนส่ง รถสาธารณะ รถทัวร์ต่าง ๆ เตรียมความพร้อมรองรับประชาชนให้เต็มที่
ทั้งนี้ ไทยมีแผนการนำเข้าน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงสิ้นเดือนมีนาคม จะมีน้ำมันเข้ามาอีก 4 ล้านบาร์เรล, เดือนเมษายน จะมีเข้ามาอีก 24 ล้านบาร์เรล และ เดือนพฤษภาคม เตรียมส่งมอบอีก 8 ล้านกว่าบาร์เรล ซึ่งจะมีการจัดหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศ
พริษฐ์ แนะนายกฯ เปลี่ยนตัว ผอ.ศบก.
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก แนะนายกฯ ควรเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤตพลังงานจาก รองนายกฯ พิพัฒน์ เป็นคนอื่น เพื่อเคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ตามที่เคยให้ความเห็นในการอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา เพราะ
1. รองนายกฯ พิพัฒน์ ยังถือหุ้น 5 % ของบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่
2. แม้จะพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ แต่ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ จะใช้คำว่า "เรา" หรือ "พวกเรา" นั่นหมายถึง ยังมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทฯ
3. พบว่าบริษัทฯ ดังกล่าว ถือหุ้นในเครือโรงกลั่นหลายโรง กลายเป็นห่วงโซ่อุปทานในทุกขั้นตอนการผลิต
4. หนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่ถือหุ้น เป็นธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันไบโอดีเซล ย่อมได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลที่เสนอให้เพิ่มอัตราส่วนผสมน้ำมันไบโอดีเซล (เช่น B10 หรือ B20)
ในข้อความยังทิ้งท้าย หรือหากท่านนายกฯ ไม่กล้าตัดสินใจ ท่านรองนายกฯ พิพัฒน์ จะพิจารณาถอนตัวเองจาก ผบ.ศบก. ก็ได้