วันนี้ (31 มี.ค. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม นายณัฐพงษ์ฯอายุ 28 ปี ภูมิลำเนา ต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ผู้ต้องหาตามหมายจับ
1.ศาลอาญา ที่ 1693/2565 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ซึ่งต้องหาว่า กระทำความผิดฐาน “ร่วมกันประกอบสินเชื่อรายย่อยส่วนบุคคลภายใต้กำกับของกระทรวงการคลังโดยไม่ได้รับอนุญาต,ร่วมกันปลอมและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม,ร่วมกันกระทำการอั้งยี่หรือช่องโจร,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันกระทำการโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา,มีส่วนร่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ มีส่วนร่วมกระทำการใดๆไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรมข้ามชาติ”
2.เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 7138/2568 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ซึ่งต้องหาว่า กระทำความผิดฐาน “อั้งยี่,ซ่องโจร,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน”
โดนสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณศาลาริมถนนภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.หนองบัว อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ (28 พ.ย. 68) ผู้กล่าวหา ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ นายณัฐพงษ์ กับพวก รวม 42 คน ในฐานความผิด อั้งยี่, ซ่องโจร,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน กรณีมีกลุ่มผู้เสียหายถูกหลอกลวงจากแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งหลอกลวงประชาชนทางออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ
ซึ่งจากการสืบสวนพบว่า นายณัฐพงษ์ กับพวก รวม 42 คน ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การชักชวนลงทุน เล่นเกมออนไลน์ เสนอให้ทำงาน หรือแม้แต่ลวงให้เล่นการพนันออนไลน์ โดยอ้างผลตอบแทนสูง เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปแล้ว จะถูกตัดการติดต่อทันที สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย
โดยมีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ที่ กองกำกับการ1 กองบังคับการปราบปราม แล้วจำนวน 5 ราย และแจ้งความร้องทุกข์ยังท้องที่เกิดเหตุทั่วประเทศอีกจำนวนมาก และยังเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติ เนื่องจาก เป็นอาชญากรรมไซเบอร์และกลอุบาย (Scam) แก๊งคอลเซ็นเตอร์,การแฮกข้อมูล
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมสืบสวนหาข่าวและตรวจสอบบุคคลตามหมายจับ ตรวจสอบพื้นที่และได้รับแจ้งว่านายณัฐพงษ์ ได้หลบหนีมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.หนองบัว อ.ไชยปราการ จว.เชียงใหม่ พบบุคคล มีตำหนิรูปพรรณตรงตามบุคคลตามหมายจับดังกล่าว
เมื่อเดินทางไปตรวจสอบและเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณพื้นที่ตามที่ได้รับแจ้ง พบนายณัฐพงษ์ ยืนอยู่บริเวณศาลาริมถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมแสดงบัตรข้าราชการและและแสดงหมายจับดังกล่าวให้ดู สอบถามชื่อบุคคลดังกล่าว รับว่าชื่อ นายณัฐพงษ์ ซึ่งตรงกันกับบุคคลตามหมายจับฉบับนี้
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงหมายจับให้ดู อ่านให้ฟัง และให้อ่านเองจนเข้าใจดีแล้ว นายณัฐพงษ์ ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริง และยังไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับฉบับนี้มาก่อนแต่อย่างใด นำตัวส่งให้ พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อดำเนินคดีต่อไป
จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การว่าเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริง ผู้ต้องหาให้การเพิ่มเติมว่า ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ได้ถูกชักชวนจากบุคคลที่รู้จักให้เดินทางไปทำงานที่จังหวัดปอยเปต ประเทศกัมพูชา ผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่ จ.สระแก้ว
โดยในช่วงแรกทำหน้าที่เป็นแอดมิน พิมพ์ข้อความหลอกลวงผู้เสียหายชาวไทย ก่อนจะถูกเปลี่ยนบทบาทไปทำหน้าที่ด้านการโอนเงิน ซึ่งตนได้ทำงานอยู่ที่ปอยเปตประมาณ 2 ปี ในแต่ละวันที่ทำงานมีวงเงินหมุนเวียนสูงถึงหลักล้านบาทต่อวัน เป็นมูลค่าต่อปีกว่า 300 ล้านบาท
โดยได้ค่าตอบแทนเดือนละประมาณ 60,000 บาท และมีการลงโทษพนักงานที่ทำงานได้ไม่ตามเป้าโดยวิธิการที่โหดร้ายต่าง ๆ เช่นการใช้ไฟฟ้าช็อต ขังเดี่ยวไม่ให้กินข้าว ซึ่งตนเห็นแล้วรู้สึกหวาดกลัวว่าตนอาจจะโดนโทษแบบนั้นถ้ายังอยู่ต่อ