“ค่าการกลั่น” พุ่ง! แตะ 14 บาทแล้ว “พรรคประชาชน” เรียกร้องเก็บภาษีลาภลอยได้แล้ว

“ค่าการกลั่น” พุ่ง! แตะ 14 บาทแล้ว “พรรคประชาชน” เรียกร้องเก็บภาษีลาภลอยได้แล้ว

View icon 6
วันที่ 2 เม.ย. 2569 | 09.17 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“วีระยุทธ-ศุภโชติ” เปิดข้อมูลค่าการกลั่นกระโดดแตะ 14 บาทแล้ว! ถึงเวลาเก็บภาษีลาภลอยแบบจริงจัง 
.
เมื่อวานนี้ (1 เม.ย.69) นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร และ  นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก เปิดข้อมูลค่าการกลั่นก้าวกระโดดจากเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา 7.2 บาท เป็น 13.9 บาทในวันเดียวกันนี้ ถึงเวลาที่รัฐบาลควรเข้าไปประเมินและเก็บ “ภาษีลาภลอย” แบบจริงจังได้แล้ว ถือเป็นเรื่องปกติในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ใจความสำคัญส่วนหนึ่งมีดังนนี้ 
.
“การเปลี่ยนแปลงของ “ค่าการกลั่น” ส่งผลต่อราคาน้ำมันโดยตรง เพราะเมื่อสองปีก่อน (2567–68) ค่าการกลั่นอยู่ที่ระดับ 1.7–2.3 บาท  แค่ “บาทสองบาท” ต่อลิตรเท่านั้น
.
เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลาง ค่าการกลั่นเฉลี่ยของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาขยับขึ้นมาที่ 7.2 บาท ซึ่งก็นับว่าสูงมากแล้วแต่เฉพาะวันนี้เอง (1 เมษายน) ค่าการกลั่นพุ่งกระโดดไปอยู่ที่ 13.9 บาท!
.
ดังที่รู้กันว่าค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น เพราะสะท้อนเพียงอัตรากำไรขั้นต้น โรงกลั่นอาจต้องรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าประกันภัย ฯลฯ แต่ด้วยอัตราก้าวกระโดดของค่ากลั่นที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว ก็เพียงพอแล้วที่รัฐควรเข้าไปประเมินการเก็บ “ภาษีลาภลอย” หรือ windfall tax แบบจริงจัง
.
และต้องบอกว่าภาษีลาภลอยไม่ใช่เรื่องผิดปกติของเศรษฐกิจทุนนิยม อย่างประเทศสหภาพยุโรปก็มีการเก็บภาษีลาภลอยอัตราตั้งแต่ 33% ไปจนถึง 80% ของกำไรส่วนเกิน ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน สหภาพยุโรปหรือ EU ตัดสินใจใช้มาตรการภาษีลาภลอย เพื่อเอาเงินกลับมาช่วยเหลือประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยออกแนวทางว่าประเทศสมาชิกสามารถกำหนดอัตราภาษีลาภลอยอย่างน้อย 33% สำหรับ “กำไรส่วนเกิน” ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยกำไรปกติในช่วงปีก่อนหน้า จนทำให้ EU ได้เงินภาษีลาภลอยทั้งหมด 6,850 ล้านยูโร หรือประมาณ 250,000 ล้านบาท  ในปี 2565
.
ถ้าประเทศไทยจะตามรอย EU ก็มี 4 เรื่องที่ต้องตัดสินใจ คือ
1. จะเก็บอัตราภาษีลาภลอยเท่าไหร่
2. จะเก็บจากรายได้หรือกำไร
3. จะเก็บจากธุรกิจไหนบ้าง
4. จะเก็บนานแค่ไหน 
.
เช่น ไอร์แลนด์เรียกเก็บจากธุรกิจขุดเจาะ สกัด และโรงกลั่น โดยเก็บที่อัตรา 75% ของกำไรส่วนเกิน (ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยกำไรปกติ โดยละเว้นกำไรส่วนเกิน 20% แรกให้)
.
ส่วนสโลวีเนียเป็นสายโหด เก็บถึง 80% ของกำไรส่วนเกิน ในขณะที่สเปนเก็บที่อัตรา 1.2% แต่ไปเก็บจากรายได้ โดยเก็บจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และไฟฟ้า” 
.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง