ห้องข่าวภาคเที่ยง - งานแรกของรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานคนใหม่ คือเตรียมหารือเกี่ยวกับค่าการกลั่นน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นไปเกือบ 14 บาทต่อลิตร ซึ่งก็ตามมาด้วยราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้น
โดยวันพรุ่งนี้ (7 เม.ย.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. เพื่อพิจารณามาตรการแก้ปัญหาค่าครองชีพเร่งด่วน ทั้งในส่วนของราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า
ซึ่งจากข้อมูลพบว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ จาก 2-3 บาทต่อลิตร ขึ้นมาเฉลี่ย 7 บาทในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และล่าสุดต้นเดือนเมษายน ก็ขึ้นไปเกือบ 14 บาทต่อลิตร โดยจะงัดอำนาจพิเศษ มาปิดช่องโหว่ระบบน้ำมัน และอาจมีการกำหนดเพดานค่าการกลั่น ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ ประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร
จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว ตั้งเป้าให้มีผลในทางปฏิบัติก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้
มีข้อมูลที่น่าสนใจของคุณ กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสเฟซบุ๊ก ให้ข้อมูลเปรียบเทียบสถานการณ์ราคาน้ำมันในอดีตกับปัจจุบัน โดยระบุว่า ในปี 2551 ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงถึง 137 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าปัจจุบันที่อยู่ราว 128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตอนนั้นกลับราคาต่ำกว่า
และถึงแม้ราคาน้ำมันดิบในอดีตจะแพงกว่าประมาณ 7 % แต่ราคาหน้าโรงกลั่นกลับถูกกว่าปัจจุบันถึง 19 บาทต่อลิตร ปัจจัยสำคัญมาจากโครงสร้างภาษีและค่าการกลั่น โดยในปี 2551 ภาษีสรรพสามิตอยู่ที่เพียง 2.40 บาทต่อลิตร ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 6.92 บาทต่อลิตร และค่าการกลั่นในอดีตอยู่ที่ 2.27 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 15.99 บาทต่อลิตร
นอกจากเรื่องของค่าการกลั่นน้ำมันที่ต้องจับตา ล่าสุด คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ได้ประกาศห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ออกนอกราชอาณาจักรเป็นเวลา 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป (7 เม.ย.) เนื่องจากมองว่าภาคพลังงานมีแนวโน้มปรับเพิ่มการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลมากขึ้น และความต้องการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบของไทยก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูง