“กองทัพ” พาสื่อไทย-เทศ ลงพื้นที่ช่องจอม จ.สุรินทร์ พิสูจน์สถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ยังควบคุมได้

“กองทัพ” พาสื่อไทย-เทศ ลงพื้นที่ช่องจอม จ.สุรินทร์ พิสูจน์สถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ยังควบคุมได้

View icon 50
วันที่ 7 เม.ย. 2569 | 11.11 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา เปิดพื้นที่จริง พาสื่อไทย–เทศ ลงลงพื้นที่ช่องจอม จ.สุรินทร์ ตรวจสอบ “ศูนย์สแกม–ความมั่นคงชายแดน” เพื่อยืนยัน ยังควบคุมสถานการณ์ได้ 
.
วันนี้ (7 เม.ย.69) พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา และ คณะ นำสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ลงพื้นที่บริเวณช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพื้นที่จริง ทั้งประเด็นศูนย์สแกม อาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ และสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน เพื่อให้เห็นภาพที่ต้องเห็น หลักฐานที่ต้องตรวจ ข้อมูลที่ต้องครบ และความจริงที่ต้องชัด ตามวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ
.
1.เพื่อสร้างความโปร่งใส ให้สื่อเข้าถึงข้อเท็จจริงจากพื้นที่
2.เพื่อให้ข้อมูลรอบด้าน ลดความคลาดเคลื่อนในสาธารณะ
3.เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ
4.เพื่อเสริมความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน
.
“ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ย้ำเสมอว่า ประเทศไทยยืนอยู่บนหลักนิติธรรม ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชน รวมถึงผู้สังเกตการณ์ เข้าถึงข้อมูลจริงอย่างต่อเนื่อง เพราะ “ความเข้าใจร่วม” คือหนทางลดความตึงเครียด และ “ความจริงที่เห็นร่วมกัน” คือรากฐานของความไว้วางใจ” ผอ. ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าว
.
ขณะเดียวกัน ไทย ยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อยุติขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ ซึ่งถูกยกระดับเป็นภัยคุกคามระดับโลก ไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาร่วมของโลกทั้งใบ
.
ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวอีกว่า มีคำถามที่มักจะถูกถาม และ อยากให้สื่อได้คำตอบชัดเจน พร้อมกับการลงพื้นที่จริง เพื่อพิสูจน์และเห็นเอง  เช่น
.
ไทยกำลังกล่าวโทษกัมพูชาหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” ไทยไม่ได้ชี้นิ้วหาใคร แต่ชี้ไปที่ “ปัญหา” ซึ่งเป็นเครือข่ายข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย
.
มีการรุกล้ำดินแดนหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่มี” เพราะไทยปฏิบัติตามแนววางกำลังตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ไม่มีการล้ำเส้น และดำเนินการภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ
.
สถานการณ์ตึงเครียดหรือไม่ คำตอบคือ ในภาพรวมยังอยู่ภายใต้การควบคุม และอยู่ในช่วง ลดระดับความตึงเครียด แม้มีปัจจัยน่ากังวล ไทยเลือกใช้ความยับยั้ง ไม่ยกระดับสถานการณ์ หรือเหตุใดไทยไม่ตอบโต้ ก็เพราะการตอบโต้ อาจสร้างปัญหาใหม่ ไทยจึงเลือกความสุขุม เปิดทางให้กลไกทางการทูตทำงาน เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
.
ไทยแก้ปัญหาสแกมอย่างไร คำตอบคือ ใช้แนวทางบูรณาการ ทั้งด้านข่าวกรอง การบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือข้ามพรมแดน และการประสานงานกับนานาชาติ เพื่อรื้อถอนเครือข่ายอย่างเป็นระบบ
.
ประชาชนปลอดภัยหรือไม่ คำตอบคือ ความปลอดภัยของพลเรือนคือหัวใจสำคัญ ทุกการดำเนินการมุ่งรักษาเสถียรภาพ และหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อชุมชน หรือคำถามที่ว่า กลไก JBC มีบทบาทอย่างไร นั้นเป็นเวทีสำคัญในการหารือประเด็นละเอียดอ่อน ไทยยืนยันใช้กลไกนี้แก้ปัญหาอย่างสันติ เป็นระบบ และยั่งยืน
.
“ประเทศไทยส่งสารชัดถึงประชาคมโลก ยืนบนความโปร่งใส ยึดความยับยั้งชั่งใจ และเดินหน้าความร่วมมือบนกติกาสากล เพราะท้ายที่สุดแล้ว ‘ความจริงที่ตรวจสอบได้ จะสร้างความไว้วางใจ’ และ ‘ความไว้วางใจจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน’ ในเกมข่าวสารที่ซับซ้อน ไทยเลือกใช้ข้อเท็จจริงเป็นคำตอบ ไม่ใช่เสียงดัง แต่คือความชัดเจนที่ตรวจสอบได้” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว