กรณ์ มองเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีลดค่าการกลั่น 2 บาท/ลิตร แต่ยังไม่เพียงพอ ปชช. ไม่ควรเป็นผู้แบกรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่ภาครัฐและภาคธุรกิจยังมีศักยภาพที่จะร่วมกันแบ่งเบาได้มากกว่านี้
ลดค่าการกลั่น 2 บาท/ลิตร วันนี้ (8 เม.ย.69) นายกรณ์ จาติกวณิช สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นานเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แถลงหลังการหารือกับโรงกลั่น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สะท้อนว่ารัฐเริ่มเห็นปัญหา และพยายามเข้ามาดูแลสถานการณ์ แต่ต้องเรียนตามตรงว่า มาตรการลดค่าการกลั่น 2 บาทนี้ ยังไม่เพียงพอ และมีความคลุมเครือในแง่หลักธรรมาภิบาล ดังนี้
1. การกำหนดให้ลด 2 บาท เป็นการอิงกับระดับราคาเดือนที่แล้ว ในขณะที่ราคาวันนี้ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก (นายเอกนัฏคำนวณจากค่าการกลั่นเดือนที่แล้ว ที่ประมาณ 7 บาท ในขณะที่ล่าสุดวันนี้ขึ้นไปถึง 18.16 บาท) ดังนั้นการลดลง 2 บาท ยังไม่สอดคล้องกับระดับราคาปัจจุบัน พูดง่าย ๆ คือ กว่ารัฐบาลจะปรับสูตรลดราคาอีกครั้ง ประชาชนก็จะต้องจ่ายในราคาที่สูงเกินควรไปแล้ว โดยไม่มีกลไกในการในการการชดเชยย้อนหลังกับส่วนที่จ่ายเกินไป
2. สิ่งที่ยังขาดความชัดเจน คือ ต้นทุนที่แท้จริง ของโครงสร้างราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับใด ขณะนี้คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้ข้อสรุปแล้วหรือยัง และจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบเมื่อใด
3. รัฐบาลยังคงจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราเดิม ซึ่งส่วนนี้เป็นภาระต่อประชาชนที่รัฐบาลควรรับผิดชอบเองทันที ซึ่งหากดำเนินการควบคู่กัน จะช่วยลดภาระของกองทุนน้ำมันได้อย่างมาก และลดความจำเป็นในการก่อหนี้เพิ่มเติมในอนาคต
4. รัฐบาลปฏิเสธแนวคิดเรื่อง ภาษีลาภลอย โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สัมภาษณ์ว่า “ลาภลอยไม่มีอยู่จริง” แต่แล้วนายปกรณ์ก็ยังยืนยันวิธีการขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น ซึ่งเคยพิสูจน์มาแล้วว่าหละหลวมและขาดกฎหมายรองรับ
5. มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการใช้ พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนนํ้ามันเชิ้อเพลิง พ.ศ. 2516 อาจจะถูกท้าทายว่าเป็นการใช้อำนาจเกินกฎหมาย เพราะกฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อให้อำนาจรัฐบาลแก้ไขปัญหาการขาดแคลนนํ้ามัน และไม่มีมาตราใดที่กำหนดอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลกำหนดราคาให้กับโรงกลั่นได้ (รัฐบาลมีอำนาจแน่นอน แต่อาจไม่ใช่ด้วยกฎหมายฉบับนี้) ตามรายงานข่าวว่า วานนี้ นายเอกนัฏได้เชิญ 6 โรงกลั่นเข้าร่วมประชุม แต่มีบางรายไม่เข้า หากมีการท้าทายเรื่องการใช้กฎหมาย อาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายเพิ่มเติม
นายกรณ์ ระบุทิ้งท้ายว่า ประเด็นทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันคิดหาทางออก หลักสำคัญของประชาธิปัตย์ตลอดมาคือ ประชาชนไม่ควรเป็นผู้แบกรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่ภาครัฐและภาคธุรกิจยังมีศักยภาพที่จะร่วมกันแบ่งเบาได้มากกว่านี้ ท่าทีล่าสุดจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังจำเป็นต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้น