ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ให้เรือที่จะไปและกลับจากอิหร่านแล่นผ่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งอีก 8 %
(13 เม.ย.69) รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ เดินทางกลับถึงสหรัฐฯ แล้ว หลังจากนำคณะผู้แทนสหรัฐฯ เดินทางไปเจรจากับอิหร่านที่ปากีสถาน นาน 20 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ ซึ่ง สหรัฐฯ อ้างว่า สาเหตุที่การเจรจาล่ม เป็นเพราะอิหร่านปฏิเสธข้อเรียกร้องให้ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และปิดโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมด, ยุติการสนับสนุนกลุ่มฮามาส, ฮิซบอลเลาะห์ และฮูตี รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเสรี
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โพสต์ผ่าน Truth Social ก่อนหน้านั้นว่า การเจรจาเป็นไปได้ด้วยดี มีประเด็นเดียวที่อิหร่านไม่ตกลงคือการยุติโครงการนิวเคลียร์ ดังนั้นสิ่งที่สหรัฐฯ จะทำคือการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อสกัดกั้นเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่จ่ายค่าธรรมเนียมอย่างผิดกฎหมายให้แก่อิหร่าน โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่าจะเริ่มตั้งแต่ 21.00 น. วันนี้ตามเวลาประเทศไทย
ทั้งนี้สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า ประเด็นหลักที่ทำให้การเจรจาหยุดยิงล่ม แต่สหรัฐฯ ไม่ค่อยพูดถึง คือ การขอร่วมดูแลการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านปฏิเสธ และยืนกรานสิทธิ์ในการควบคุมและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเอง ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันและพลังงานราว 20 % ของปริมาณความต้องการจากทั่วโลก
ผลที่ตามหลังการเจรจาหยุดยิงล้มเหลวและการสั่งปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของประธานาธิบดีทรัมป์ คือราคาน้ำมันกลับมาพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง
โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์หรือราคาตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้น 7.5% อยู่ที่กว่า 102 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐฯ สูงขึ้น 8.3% หรือกว่า 104 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล