รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ เดินทางกลับถึงสหรัฐฯ แล้ว หลังจากนำคณะผู้แทนสหรัฐฯ เดินทางไปเจรจากับอิหร่านที่ปากีสถาน นาน 20 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ ซึ่ง สหรัฐฯ อ้างว่า สาเหตุที่การเจรจาล่ม เป็นเพราะอิหร่านปฏิเสธข้อเรียกร้องให้ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และปิดโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมด, ยุติการสนับสนุนกลุ่มฮามาส, ฮิซบอลเลาะห์ และฮูตี รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเสรี
เช่นเดียวกับที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โพสต์ผ่าน Truth Social ก่อนหน้านั้นว่า การเจรจาเป็นไปได้ด้วยดี มีประเด็นเดียวที่อิหร่านไม่ตกลงคือการยุติโครงการนิวเคลียร์ ดังนั้นสิ่งที่สหรัฐฯ จะทำคือการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อสกัดกั้นเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่จ่ายค่าธรรมเนียมอย่างผิดกฎหมายให้แก่อิหร่าน โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่าจะเริ่มตั้งแต่ 21.00 น. วันนี้ (13 เม.ย.) ตามเวลาประเทศไทย
ทรัมป์ ยังยืนยัน ไม่สนใจว่าอิหร่านจะกลับมาเจรจาข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้งหรือไม่ และกล่าวตำหนิสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งมักตรัสวิจารณ์ต่อต้านสงครามอิหร่าน โดยกล่าวหาว่า พระองค์ยอมรับว่าการมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องปกติ ไม่รับรู้เรื่องเหตุอาชญากรรมจากผู้อพยพและไม่มีความรู้เรื่องนโยบายต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอิหร่านระบุว่า สาเหตุที่ทำให้การเจรจาหยุดยิงล่ม เป็นเพราะอิหร่าน "ลัทธิสุดโต่ง" และการเปลี่ยนเงื่อนไขข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่ การเจรจาหยุดยิงเกือบบรรลุข้อตกลงแล้ว ยืนยันว่าอิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อคำขู่ใด ๆ และชาวอเมริกันเตรียมตัวรับสภาพราคาน้ำมันแพงขึ้นได้เลย
ทั้งนี้สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า ประเด็นหลักที่ทำให้การเจรจาหยุดยิงล่ม แต่สหรัฐฯ ไม่ค่อยพูดถึง คือ การขอร่วมดูแลการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านปฏิเสธ และยืนกรานสิทธิ์ในการควบคุมและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเอง ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันและพลังงานราว 20% ของปริมาณความต้องการจากทั่วโลก
ผลที่ตามหลังการเจรจาหยุดยิงล้มเหลวและการสั่งปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของประธานาธิบดีทรัมป์ คือราคาน้ำมันกลับมาพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์หรือราคาตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้น 7.5% อยู่ที่กว่า 102 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐฯ สูงขึ้น 8.3% หรือกว่า 104 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล