ต่างกรรม ต่างวาระ หนุ่มเพิ่งพ้นโทษไม่กี่ก้าว ถูกคอมมาโดรวบคาหน้าเรือนจำ คดีเปิดบัญชีม้า แลกเศษเงิน 4 พันบาท ทำเหยื่อสูญเฉียดล้านบาท พบหมายจับติดตัวอื้อ
วันนี้ (14 เม.ย. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) หรือ หน่วยคอนมานโด ซึ่ง พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. พร้อมกำลังนำหมายศาลบุกอายัดตัว นายณัฐภัทร อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาสำคัญในคดีฉ้อโกงประชาชนและบัญชีม้ารายใหญ่ บริเวณด้านหน้าเรือนจำพิเศษธนบุรี หลังพ้นโทษคดีเก่า แต่ถูกรวบทันควันตามหมายจับค้างเก่าอีก 3 คดี
สืบเนื่องจาก คนร้ายกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นขบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่วางแผนมาอย่างดี โดยเริ่มจากการแฝงตัวเข้าไปหาเหยื่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ใช้ชื่ออ้างว่า “ศิริพงษ์ มีเศรษฐี” พร้อมสร้างโพรไฟล์ให้น่าเชื่อถือเลียนแบบนักลงทุนหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เมื่อเหยื่อเริ่มไว้วางใจ มิจฉาชีพจะใช้วาทศิลป์โน้มน้าวชักชวนให้ร่วมลงทุน อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น พร้อมทั้งแสดงหลักฐานปลอม ทั้งกราฟกำไรและสลิปการโอนเงินเพื่อยืนยันว่าได้รับเงินจริง จนกระทั่งเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารซึ่งเป็นชื่อของ นายณัฐภัทร และบัญชีม้าอื่น ๆ อีกหลายบัญชี เพื่อกระจายเงินออกจากระบบอย่างรวดเร็ว โดยมีเหยื่อคนหนึ่งสูญเงินไปกว่า 8 แสนบาท ก่อนจะถูกตัดการติดต่อในที่สุด
ต่อมา ชุดสืบสวน กก.4 บก.ปพ. ได้ทำการขยายผลจนทราบว่า นายณัฐภัทร ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่, ศาลอาญา และศาลจังหวัดศรีสะเกษ กำลังถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษธนบุรี และมีกำหนดพ้นโทษในวันที่ 14 เม.ย. 69 จึงได้ประสานกรมราชทัณฑ์เพื่อวางแผนอายัดตัว ทันทีที่ นายณัฐภัทร ก้าวพ้นประตูเรือนจำ ตำรวจได้แสดงตัวพร้อมหมายจับเข้าทำการตรวจสอบ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และยังไม่เคยถูกจับกุมในคดีเหล่านี้มาก่อน
จากการสอบสวนเบื้องต้น นายณัฐภัทร ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่ชื่อ "เนท" ให้เปิดบัญชีธนาคารให้ทั้งหมด 6 บัญชี เพื่อแลกกับค่าจ้าง 4,000 บาท ซึ่งตนต้องนั่งรถทัวร์จากสถานีขนส่งหมอชิตไปยัง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จากนั้นจะมีคนมารับข้ามฝั่งไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพื่อทำการสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนในการเปิดบัญชีออนไลน์และทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยใช้เวลาอยู่ที่ฝั่งกัมพูชาประมาณ 3-4 วัน ก่อนจะเดินทางกลับไทย จนกระทั่งมาถูกจับกุมในที่สุด
จากตรวจสอบประวัติ พบหมายจับติดตัวพัวพันหลายท้องที่ ประกอบด้วย 1.ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ข้อหาฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ (ลงวันที่ 12 ธ.ค. 67) 2.ศาลอาญา ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ (ลงวันที่ 22 เม.ย. 68) และ 3.ศาลจังหวัดศรีสะเกษ ข้อหาสนับสนุนการฉ้อโกง และเปิดบัญชีม้า (ลงวันที่ 22 ก.ค. 68) เบื้องต้นได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานพนักงานสอบสวนในท้องที่อื่น ๆ เพื่ออายัดตัวดำเนินคดีให้ครบทุกฐานความผิดต่อไป