เช้านี้ที่หมอชิต - เมื่อวาน (20 เม.ย.) มติ กบน. เห็นชอบลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ ทั้งกลุ่มดีเซล และ เบนซิน สาเหตุสำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลง
ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล 1.20 บาท/ลิตร
ทำให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊มน้ำมันเมื่อเวลา 05.00 น.ที่ผ่านมา เป็นดังนี้ ดีเซล B20 ลงมาอยู่ที่ 34 บาท 70 สตางค์ต่อลิตร
ดีเซล B7 ลงมาอยู่ที่ 41 บาท 70 สตางค์ต่อลิตร โดยทั้ง 2 ชนิดลดลง 1 บาท 20 สตางค์ต่อลิตร ส่วนชนิดอื่น ๆ ยังคงเดิม
สาเหตุสำคัญเพราะว่าสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกอ่อนตัวลง แม้ว่า กบน. ลดอัตราเงินชดเชยดีเซล B7 ลง 1 บาท 7 สตางค์ต่อลิตร จากเดิมวันที่ 16 เมษายน อยู่ที่ 2.83 บาทต่อลิตร มาเป็น 1.76 บาทต่อลิตร และ ดีเซล B20 ลดอัตราเงินชดเชย 72 สตางค์ต่อลิตร แต่เพราะราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง จึงทำให้สามารถลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มได้
โดยปกติถ้าลดการชดเชย และน้ำมันโลกมันแพง จะทำให้ราคาหน้าปั๊มแพงขึ้นไปอีก แต่ราคาดีเซลโลกลดลง ทำให้ลดราคาดีเซลได้ 1.20 บาทต่อลิตร
ส่วนกลุ่มน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ ไม่ได้ลดราคาหน้าปั๊ม แม้ที่ประชุม กบน. ปรับเปลี่ยนอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ อาทิ กลุ่มเบนซิน และ แก๊สโซฮอล์ 91-95 ลดการจัดเก็บลงประมาณ 50 สตางค์ต่อลิตร
ดังนั้น หลังจาก กบน. ประกาศปรับเปลี่ยนอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลง ทำให้ตอนนี้มีข่าวดี คือการจ่ายเงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล หลังจากนี้จะลดลงมาเหลือวันละ 53 ล้านบาท จากล่าสุดข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน จ่ายอุดหนุนไป 185 ล้านบาท ช่วงพีก ๆ เคยจ่าย 1,200 ล้านบาทมาแล้ว
ซึ่งประมาณการฐานะกองทุนฯ ข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน ติดลบ 62,046 ล้านบาท
โดยสรุปราคาน้ำมันโลกลดลงตามที่ กบน. บอก ทำให้มีเงินเหลือเยอะขึ้น แต่ราคาหน้าปั๊มยังไม่ลงมากนัก เพราะเอาเงินส่วนต่างไปลดภาระกองทุนฯ ที่ติดลบเยอะอยู่ ดังนั้น ประชาชนต้องใช้น้ำมันแพงต่อไป แต่ก็ทำให้ลดภาระกองทุนฯ จากที่เคยจ่ายช่วงพีก ๆ วันละพันกว่าล้าน เหลือแค่หลัก 50 ล้านเท่านั้น ทำให้กองทุนฯ มีสภาพคล่องมากขึ้น แต่คงเป็นได้ไม่นาน เพราะสถานการณ์ยังไม่นิ่ง
อย่างไรก็ตาม หากประมวลจากข้อมูลเพิ่มเติมจะพบว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
โดย กระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์พลังงานของไทยและต่างประเทศ รายงานว่า หลังจากสหรัฐฯ มีการยิงเตือน และเข้ายึดเรืออิหร่านที่อ่าวโอมานเมื่อวาน ฐานฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม ทำให้อิหร่านประณามว่าเป็นการปล้นเรือกลางทะเล พร้อมขู่ตอบโต้และประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 13 ลำต้องหันหัวกลับ
ดังนั้น สถานการณ์ดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงที่จะสิ้นสุดในวันนี้ (21 เม.ย.) ทั้ง ๆ ที่ทั้ง 2 ฝ่าย นัดเจรจากันที่กรุงอิสลามาบัด แต่อิหร่านปฏิเสธการพูดคุย และเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง
ทำให้นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจกลับขึ้นไปแตะ 105-115 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ซึ่งตอนนี้ไทยมีสำรองน้ำมัน 110 วัน และผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.51 ล้านลิตร และจำหน่าย 52.88 ล้านลิตร
ความคืบหน้าช่วยเรือไทยพ้นช่องแคบฮอร์มุซ
ส่วนความคืบหน้าการเจรจาประสานนำเรือไทยที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซกลับมา ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งได้เรือ SCG ออกมา 1 ลำ เมื่อวันก่อน
ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บอกว่า กระทรวงกลาโหมโอมาน ประสานงานมาเพื่อขอรายชื่อของเรือไทย ที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่
ท่าทีดังกล่าวอาจมองว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่เกิดขึ้นหลังการเยือนโอมานครั้งนี้ และหวังว่าเรือไทยลำอื่น ๆ จะสามารถเดินทางผ่านได้อย่างปลอดภัย
นอกจากนี้กำลังพิจารณาโอกาสพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านอีกครั้ง