ป.ป.ช. ฟันอาญา-วินัย อดีต ผอ.สนง.เจ้าท่าภูมิภาค สาขาปัตตานี ขายซากเรือบาส 850,000 บาท เก็บเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่นำเงินส่งแผ่นดิน พร้อมสร้างหลักฐานเท็จคืนเรือให้เจ้าของ
วันนี้ (23 เม.ย.69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูล อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาปัตตานี ทุจริตขายเรือบาสที่มาเกยตื้นบริเวณริมชายหาดบ้านรังมดแดง ตำบลดอนทราย อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี แล้วนำเงินมาเป็นประโยชน์ส่วนตัว เมื่อปี 2566
โดยพฤติการณ์พบว่า เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ.66 มีเรือมาเกยตื้นบริเวณริมชายหาดบ้านรังมดแดง หมู่ที่ 2 ตำบลดอนทราย อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ผู้ถูกกล่าวหาจึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาปัตตานี ไปตรวจสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นเรือบาสมีความยาว 41.80 เมตร ความกว้าง 12.07 เมตร ความลึก 3.10 เมตร มีพื้นที่ 497.39 ตันกรอส 422.78 ตันเนต แต่ไม่พบชื่อเรือ หมายเลขทะเบียนเรือ สัญชาติของเรือ และไม่พบลูกเรือ หลังจากนั้น ผู้ถูกกล่าวหาได้ออกคำสั่งให้เจ้าของเรือหรือตัวแทนมาพบเจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาปัตตานี และให้กู้ รื้อ ขน ทำลายเรือลำดังกล่าว แต่ไม่มีผู้ใดมาติดต่อ
ต่อมาประมาณกลางเดือน ก.ค.66 ได้มีพ่อค้าเหล็กกับพวก ไปติดต่อสอบถามซื้อขายเรือลำดังกล่าวกับผู้ถูกกล่าวหาที่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคปัตตานี ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาได้มีการประกาศขายเรือก่อนหน้านี้ โดยได้มีการซื้อขายกันในราคา 850,000 บาท มีการจ่ายเงินมัดจำ จำนวน 200,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 650,000 บาท ได้จ่ายหลังจากชำแหละเรือ นำเหล็กไปขายแล้ว โดยเงินที่ได้จากการขายเรือดังกล่าว ไม่ปรากฎว่าผู้ถูกกล่าวหาได้นำส่งเข้าเป็นเงินของแผ่นดิน
อีกทั้งในการซื้อขายเรือดังกล่าวนั้น ผู้ถูกกล่าวหาได้ร่วมกับพ่อค้าเหล็กจัดทำเอกสารหลักฐานเท็จขึ้นมาว่าได้มีการคืนเรือให้กับเจ้าของโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาก็รู้ว่า ผู้ที่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของเรือ ไม่ได้เป็นเจ้าของที่แท้จริง การจัดทำเอกสารหลักฐานดังกล่าวขึ้นมาก็เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ขายเรือเอง แล้วนำเงินมาเป็นของตนเอง โดยต้องการหลีกเลี่ยงที่จะดำเนินการ ตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 ที่จะต้องนำเรือขายทอดตลาดหรือโดยวิธีอื่น แล้วนำเงินมาเป็นของแผ่นดิน ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่
คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณารายงานและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว มีมติว่าผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 มาตรา 157 มาตรา 158 มาตรา 162 (1) และ (4) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 85 (1) มาตรา 85 (4) มาตรา 82 (1) (2) และมาตรา 83 (3) ประกอบมาตรา 85 (7) ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด และส่งเรื่องให้อธิบดีกรมเจ้าท่า พิจารณาโทษทางวินัย
ทั้งนี้ การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด