นักวิชาการมอง พิมรี่พายไลฟ์ขายทุเรียน หลักหมื่นลูกแต่เมื่อเทียบกับผลผลิตหลายล้านลูก จึงไม่ใช่การทำลายกลไกราคา-บิดเบือนตลาด เห็นชัดว่าทำให้ผู้ขายได้รับความสนใจตั้งแต่ก่อนขาย-หลังขาย อาจมีทั้งสินค้าที่ได้กำไรและขาดทุน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ วิเคราะห์ กรณีกระแสดรามาการไลฟ์ขายทุเรียนของ “พิมรี่ พาย” ที่ถูกตั้งคำถามว่าอาจกระทบราคาทุเรียนในตลาด ว่า หากพิจารณาตามหลักเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย การจะเข้าข่ายบิดเบือนตลาดหรือมีอำนาจเหนือตลาดนั้น ผู้ขายต้องมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% หรือมีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางราคาอย่างมีนัยสำคัญ
กรณีดังกล่าว แม้มียอดขายระดับหลักหมื่นลูก แต่เมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศที่มี หลายล้านลูก ถือเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อย จึงไม่เพียงพอที่จะบิดเบือนราคาตลาดได้ โดยราคาสินค้าในช่องทางอีคอมเมิร์ซ มักต่ำกว่าท้องตลาด เพราะเป็นการขายตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ส่งผลให้สามารถตั้งราคาที่แข่งขันได้โดยยังคงมีกำไรบางส่วน การขายลักษณะนี้จึงไม่ใช่การทำลายกลไกราคา แต่เป็นกลยุทธ์ทางการตลาด อาจมีทั้งสินค้าที่ได้กำไรและขาดทุน
นอกจากนี้ ยังเป็นเพียงการขายเฉพาะช่วงเวลา ไม่ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อสร้างกระแสและเพิ่มการรับรู้แบรนด์ ซึ่งจากกรณีนี้ก็เห็นชัดว่าทำให้ผู้ขายได้รับความสนใจในวงกว้าง ทั้งตั้งแต่ก่อนขาย จนถึงหลังการขายก็ยังคงมีการพูดถึงอยู่
ส่วนโมเดลการขายลักษณะนี้ สามารถนำไปใช้กับสินค้าเกษตรอื่นได้หรือไม่ นายธนวรรธน์ มองว่า สามารถทำได้ แต่อาจจะต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งตัวผู้ขายเอง คุณภาพสินค้า และราคาที่จูงใจ