รมว.อว. - รมว.แรงงาน ชี้ ค่าแรงขั้นต่ำต้องเป็นไปตามกลไก รับปากใน 4 ปี 8 ข้อเรียกร้องของแรงงาน ต้องเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมพัฒนาฝีมือแรงงานให้เหมาะกับความต้องการของตลาด
วันนี้ (1 พ.ค. 69) ภายหลังตัวแทนผู้ใช้แรงงานทั้ง 27 องค์กร รวมพลังเดินขบวนจาก แยก จ.ป.ร. ถนนราชดำเนิน มาถึงลานคนเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 8 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล
โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประธานในพิธีเปิดวันแรงงานแห่งชาติ พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
โดยระหว่างกล่าวเปิดงาน นายยศชนัน ได้กล่าวว่า ปัจจุบันแรงงานไทยเผชิญความท้าทายจากหลายด้าน ทั้งสถานการณ์โลก โดยเฉพาะวิกฤตตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายทั้งเชิงรับและเชิงรุก ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill/Upskill) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ อาทิ กลุ่มเครื่องยนต์สันดาป ที่ต้องปรับตัวสู่เทคโนโลยีใหม่
ขณะนี้มีการเตรียมจัดทำ “ฐานข้อมูลทักษะแห่งชาติ” เพื่อเชื่อมโยงทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม หากทักษะไม่ตรงความต้องการ จะมีระบบสนับสนุนการพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีงานทำและรายได้ที่สูงขึ้น
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องทำให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี เนื่องจากแรงงานคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ พร้อมย้ำว่า วันแรงงานสากลมีความสำคัญใน 3 มิติ ได้แก่
1.การยกย่องคุณค่าของแรงงานในฐานะฟันเฟืองสำคัญของประเทศ
2.การรับฟังและผลักดันข้อเรียกร้องด้านสิทธิและสวัสดิการ
3.การสร้างความร่วมมือระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน
ทั้งนี้นายยศชนัน ยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงประเด็นค่าแรงว่า เรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ หลายส่วนมีข้อเรียกร้องเข้ามา ซึ่งเรื่องนี้มีกระบวนการแล้วก็กลไกเกี่ยวกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งต้องเป็นไปตามกระบวนการและกลไก แต่ถึงอย่างไรต้องแยกระหว่างการขึ้นค่าแรงกับการช่วยเหลือเรื่องความเดือดร้อนซึ่งต้องทำควบคู่กัน
ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอ 8 ข้อของกลุ่มแรงงานที่เสนอเข้ามา ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมให้คำมั่นสัญญาภายใต้ การดำเนินงานของผม กระทรวงแรงงานยุคใหม่จะเป็นกระทรวงที่ตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องแรงงาน ยืนยันว่า 8 ข้อเสนอนี้ มีการเดินหน้ารับข้อเสนอบางส่วนอยู่แล้ว บางข้ออยู่ในขั้นตอนของการเสนอคณะรัฐมนตรี บางข้ออาจมีรายละเอียดปีกย่อยที่ต้องทำการวิเคราะห์ รวมถึงรอความเห็นชอบจากหน่วยงานอื่นเช่นเรื่องของความมั่นคง
แต่ยืนยันว่าในการทำงานของเราใน 4 ปีข้างหน้า 8 ข้อเสนอนี้ตั้งเป้าว่าจะต้องเดินหน้าให้เห็นเป็นรูปธรรมให้สามารถจับต้องได้เพื่อให้พี่น้องแรงงานสามารถมั่นใจได้ว่าการทำงานของกระทรวงแรงงาน ตอบสนองต่อความเดือดร้อนและความต้องการของพี่น้องแรงงานทุกคน
ส่วนจากข้อมูล "มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล" ว่าแต่ละเดือนมีผู้คนตกงานเดือนละ 40,000 คน
นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการสั่งการให้กรมการจัดหางาน ทำงานในเชิงรกมากขึ้น ต้องยอมรับว่าวันนี้ภาวะการณ์เศรษฐกิจที่ไม่ได้เริ่มต้นที่ประเทศไทย แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นเกิดจากวิกฤตพลังงาน มีผลกระทบกับแรงงานไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งแรงงานไทยที่ส่งไปต่างประเทศยกตัวอย่างเช่นในตะวันออกกลาง ซึ่งตอนนี้ยังชะลออยู่ เนื่องจากสถานะสถานการณ์ในพื้นที่ตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่เราส่งออกรายงานใหญ่ที่สุด
วันนี้สิ่งที่ต้องทำคือการทำงานเชิงรุกทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อรองรับกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในภาคของแรงงาน
"จริง ๆ งานในประเทศยังคงมีอยู่แต่แรงงานมีความสามารถไม่ตรงกับที่ตลาดต้องการ จึงต้องมีการบูรณาการทุกหน่วยงานทั้งกระทรวง อว. , กระทรวงศึกษาฯ , กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงแรงงานเอง โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะต้องพัฒนาเรื่องของหลักสูตรเพื่อที่จะสามารถ Upskill - Reskill ให้ตรงกับที่ตลาดต้องการ"
ทั้งนี้สำหรับข้อเรียกร้องของทั้ง 27 องค์กร ทั้ง 8 ข้อมีดังนี้
ข้อ 1 รัฐบาลเร่งรัดการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่ำด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ค.ศ. 1948 และฉบับที่ 98 ว่าด้วยเรื่องสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง ค.ศ. 1949
ข้อ 2 ให้รัฐบาลตราพระราชบัญญัติหรือประกาศเป็นกฎกระทรวงให้มีการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงเพื่อเป็นหลักประกันในการทำงานของลูกจ้าง
ข้อ 3 ให้รัฐบาลยกเว้นการจัดเก็บภาษีเงินได้จากเงินก้อนสุดร้ายที่นายจ้างจ่ายให้กับลูกจ้างเมื่อพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างในทุกกรณี ทั้งภากเอกชนและรัฐวิสาหกิจในวงเงินไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท)
ข้อ 4 ให้พนักงานรัฐวิสาหถิจสามารถ สมักรเป็นผู้ประกันตนตาม ม.40 เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองทางสังคมอย่างเป็นธรรม
ข้อ 5 ให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานปรับปรุงระบบประกันสังคมดังนี้
5.1
ให้ขยาขวงเงินกรมีการคลอดบุครจากเดิม 15,000 บาทเป็น 30,000 บาท
5.2 เมื่อผู้ประกันคนได้รับบำนาญแล้วให้คงสิทธิ์ไว้ 3 กรณีคือ
5.2.1 กรณีเจ็บป่วย
5.2.2 กรณีทุพลภาพ
5.2.3 กรมีลาย
5.3 กรณีที่ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาโรคร้ายแรงและเรื้อรังเช่น โรคมะเร็งทุกชนิดให้ครอบคลุม ถึงการใช้ยารักษาพยาบาลตามคำสั่งแพทย์
5.4 ให้ขยายอายุผู้เริ่มเป็นผู้ประกันคนจากอายุ 15-60 ปี เป็น 15-75 ปี เพื่อให้เข้ากับสังคมผู้สูงอายุ
ข้อ 6 ให้กระทรวงแรงงานตรวจสอบและดำเนินการกับสถานประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างจริงจัง
ข้อ 7 ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาและมติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิแรงงานที่ยังค้างอยู่
ข้อ 8 เสนอให้กำหนดวันแรงงานแห่งชาติเป็นวันหยุดราชการ พร้อมจัดประชุมติดตามข้อเรียกร้องทุก 2 เดือน