ห้องข่าวภาคเที่ยง - เรื่องราวการกู้เงิน สกสค. กว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินครูทั่วประเทศ กว่า 1 ล้านคน ที่ถูกนำไปร่วมลงทุนกับบริษัทเอกชน แม้ว่าผู้บริหาร สกสค. และตัวแทนบริษัทบิลเลี่ยนเอกชน รวม 21 คน ถูกศาลตัดสินจำคุก ไปเมื่อ 3 ปีก่อน แต่จนถึงตอนนี้ 11 ปี ยังตามเงินก้อนนี้กลับมาไม่ครบ ติดตามจากคุณหนึ่ง อรรถพล ดวงจินดา ในช่วงคอลัมน์หมายเลข 7
นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในขณะนั้น ที่ร่วมไต่สวน และติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น แม้ว่า ผ่านมานานกว่า 11 ปี ก็ยังทวงถาม ทวงเงินกว่า 2,500 ล้านบาทก้อนนี้กันต่อเนื่อง เพราะเป็นเงินของคุณครูทั่วประเทศ แต่ปัจจจุบัน ยังตามเงินก้อนนี้ได้ไม่ครบ ทั้งที่เงินก้อนนี้ ควรเป็นสิทธิของครู แต่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. นำไปปล่อยกู้ ร่วมลงทุนกับบริษัทบิลเลี่ยนอินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด เพื่อทำโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่จังหวัดเพชรบุรี
แม้ต่อมามีคำสั่งศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตัดสินชี้ขาด จำคุก 20 ปี ผู้บริหาร สกสค. และพวกรวม 19 คน ฐานร่วมฉ้อโกงเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุน เมื่อปี 2566 ขณะนี้ยังถูกคุมขังรับโทษ และมีการต่อสู้ทางคดีกันต่อในชั้นฎีกา
เรื่องราวที่ซับซ้อน เกี่ยวข้องกับเงินก้อนมหาศาลในครั้งนั้น หลายคนตกอยู่ในสถานะลำบาก เพราะไปพัวพันกับเงินก้อนโตนี้ ทำให้ผู้ร้อง คือ นายบุญส่ง สุขโขทัย ซึ่งเป็นอดีต ผอ.สกสค.จังหวัดสมุทรสาคร ต้องเปลี่ยนสถานะ จากผู้ร้องกลายเป็นผู้ต้องหา อั้งยี่ ซ่องโจร และร่วมกันกรรโชกทรัพย์ในขณะนั้น ต้องต่อสู้คดีกันหลายปี กระทั่งอัยการมีคำสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้องครูบุญส่ง เมื่อปี 2558
ไม่ต่างจากผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ อย่าง ผอ. ป.ป.ช. จังหวัดนครปฐม ขณะนั้น ที่เป็นผู้ช่วยประสานเรื่องร้องเรียนไปหลายหน่วยงาน ยอมรับกับทีมคอลัมน์หมายเลข 7 ตรง ๆ ว่า ที่ผ่านมา ก็แทบจะเอาตัวพาชีวิตไม่รอด เพราะโครงการนี้ เป็นเงินก้อนใหญ่ และเกี่ยวโยงไปหลายหน่วย อีกทั้งมีบุคคลระดับสูง ทั้งใน สกสค. ไปถึงแวดวงสีกากี ที่มีนายตำรวจใหญ่ ไม่ต่ำกว่า 15 นาย ร่วมถือหุ้นเกี่ยวข้องกับสโมสรเพื่อนตำรวจ ซึ่งเป็นปลายทางการโอนเงินบางส่วนของเงินกู้ร่วมลงทุน 2,500 ล้านบาท ก่อนหายเข้ากลีบเมฆ
เรื่องนี้ตัวละครยิ่งซับซ้อน เพราะผู้บริหาร สกสค. พร้อมพวก 19 คน และตัวแทนบริษัทอีก 3 คน ยังปิดปากเงียบ คงสงวนท่าทีให้ความจริง เงิน 2,500 ล้านบาทของคุณครู ไปอยู่ไหน ล่าสุด เลขา สกสค. เร่งติดตามทวงเงิน หลังจากมีการสืบทรัพย์ขายทอดตลาด นำเงินกลับมาได้บางส่วน
ซึ่งขณะนั้น พันตำรวจเอก สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธการ ปปง. ใช้มูลฐานความผิด การยักยอกทรัพย์ หลอกลวงประชาชน มาตรา 3 (18) และเป็นการกระทำความผิด หลายกรรมหลายวาระ จนเข้าดำเนินคดี ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้กระทำผิด และตรวจสอบเส้นทางการเงิน กระทั่งมีการเสนอคณะกรรรมการธุรกรรม สั่งยึดอายัดทรัพย์สินกลับมาได้บางส่วน
เรื่องราวนี้ อยู่ระหว่างการต่อสู้คดี และใกล้จะหมดอายุความ ทว่าอดีตเลขา ปปง. ระบุว่า ต่อให้อายุความจะขาดหรือไม่ ก็ไม่มีผล เพราะคดีฟอกเงินที่เป็นคดีเพ่ง ไม่ผูกติดกับคดีอาญา แม้จะขาดอายุความ ก็สามารถแจ้งความดำเนินคดี ให้ปรากฏความผิดต่อได้ และยังสามารถยึดอายัดทรัพย์ที่ได้มาจากการทุจริตเพิ่มได้
แม้ว่าที่ผ่านมา ปปง. จะยึดอายัดทรัพย์ไว้ จนมาถึงปัจจุบัน สามารถติดตามทรัพย์ ขายทอดตลาด และส่งเงินคืนให้ สกสค. 3 ครั้ง เป็นเงิน 136,904,707.69 บาท ทั้งที่เงินก้อนนี้ สูงถึง 2,500 ล้านบาท ทว่า ผ่านมากว่า 11 ปี คดีนี้ จะยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้ง 22 คน ศาลฯ ไม่ให้ประกันตัวออกมา เพราะจำนวนเงินที่สูง และยังต่อสู้กันถึงชั้นฎีกา พรุ่งนี้ มาตามต่อกับข้อมูลเส้นทางการเงินก้อนใหญ่
#คอลัมน์หมายเลข7 #ต้านทุจริตตามติดกลโกง #กองทุนเงินครู