ห้องข่าวภาคเที่ยง - ติดตามกันต่อกับมหากาพย์การโกงเงินกองทุนครู ช.พ.ค. จนถึงขณะนี้ ยังไม่รู้ว่า เงิน 2,500 ล้านบาท ที่อดีตคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ อนุมัติเงินซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในจังหวัดเพชรบุรี จนเกิดความเสียหายกับกองทุนฯ เพราะบริษัท บิลเลี่ยนฯ ไม่สามารถคืนเงินได้ คำถามคือ เงินก้อนนี้อยู่ที่ไหน และโอกาสจะได้คืนหรือไม่ ติดตามได้จากคอลัมน์หมายเลข 7 วันนี้นำเสนอเป็นตอนที่ 4
11 ปี กับการตามหาเงินคืนที่เหลืออีก 2,500 ล้านบาท เป็นเงินของครูทั้งประเทศที่หายไป
จากการปฏิบัติหน้าที่ของอดีตคณะกรรมการบริหารกองทุน ช.พ.ค. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. ซึ่งเวลานี้รู้ตัวคนผิด ถูกจับดำเนินคดี
ซึ่งคณะกรรมการที่ถูกจับกุม คือนายสมศักดิ์ ตาไชย, นายเกษม กลั่นยิ่ง ทั้งสองคนเป็นอดีตเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. และนายสุรเดช พรหมโชติ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. และพวก
แต่ไม่มีใครรู้ว่าเงินหายไปไหน และจะได้คืนเมื่อไร
ตัวละครสำคัญของมหากาพย์โกงนี้ นอกจากอดีตผู้บริหารกองทุน ช.พ.ค. แล้ว
ยังมี เสี่ยบิ๊ก หรือนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา และนายสิทธินันท์ หลอมทอง ผู้บริหาร บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด
พฤติการณ์ของคดีนี้ ชัดเจนว่า กองทุน ช.พ.ค. นำเงินไปลงทุนในบริษัท บิลเลี่ยนฯ เป็นเงิน 3,000 ล้านบาท แต่ได้เงินคืนมาเพียง 500 ล้านบาท จำนวนที่เหลืออีก 2,500 ล้านบาท กลายเป็นความเสียหายแก่กองทุน ช.พ.ค.
พันตำรวจเอก สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยกับคอลัมน์หมายเลข 7 มั่นใจว่า ผู้เสียหายจะได้เงินคืนเข้ากองทุน ช.พ.ค. หากติดตามต่อเนื่อง และประสานงานใกล้ชิด
จากข้อมูลยังพบว่า ตั้งแต่ปี 2558-ปัจจุบัน มีเลขาธิการ สกสค. ทั้งหมด 8 คน คนล่าสุด คือ ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2567 เจ้าตัวยอมรับว่า การติดตามเงินคืนมีความไม่ต่อเนื่องจริง
ถึงกระนั้น พบข้อมูลจาก สกสค.ในสมัยเลขาธิการคนปัจจุบัน สามารถติดตามรับทรัพย์สินคืนได้ถึง 3 ครั้ง
16 กรกฎาคม 2567 สกสค. รับเงินและทรัพย์สินคืน 73.7 ล้านบาท จากความเสียหายที่นำเงินไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัท บิลเลี่ยนฯ
13 กุมภาพันธ์ 2568 สกสค.รับเงินและทรัพย์สินคืนเพิ่ม ครั้งที่ 2 เป็นเงิน 2.1 ล้านบาท
และครั้งที่ 3 คือ 13 สิงหาคม 2568 เป็นเงิน 61 ล้านบาท รวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 136.9 ล้านบาท
คำถามคือเงินที่เหลืออยู่ที่ไหน อยู่กับใคร และเมื่อไรจะได้คืน
มูลเหตุของเรื่อง เกิดจากบริษัท บิลเลี่ยนฯ ไม่สามารถหาเงินมาคืน พร้อมดอกเบี้ยได้สำเร็จ กลายเป็นเงินล่องหน ไม่รู้ไปอยู่ในกระเป๋าใคร
ซึ่ง ณ ขณะนั้น มีรายงานว่า เงินจำนวนหนึ่ง เข้าไปยังสโมสรฟุตบอลแห่งหนึ่ง ที่เสี่ยบิ๊กกับนายสิทธินันท์ เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น
เมื่อตรวจสอบ พบข้อมูลที่น่าสนใจ คือ เสี่ยบิ๊กกับนายสิทธินันท์ ไม่ได้เป็นผู้บริหารเฉพาะบริษัท บิลเลี่ยนฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท สโมสรฟุตบอลโล่ห์เงิน จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินกิจการสโมสรฟุตบอล ในนามสโมสรเพื่อนตำรวจ
โดยบริษัทแห่งนี้ มีตำรวจระดับนายพลเป็นประธานกรรมการ และผู้ถือหุ้นหลายคน
มีงบกำไรขาดทุน ปี 2557 รายได้ราว 61 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากเงินสนับสนุน มากถึง 49 ล้านบาท
ขณะที่รายจ่าย 123 ล้านบาท มากที่สุด เป็นต้นทุนนักเตะ รองลงมา คือ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย 14 ล้านบาท
ส่วนงบกำไรขาดทุน ปี 2558 รายได้ราว 41 ล้านบาท ต่ำกว่าปี 2557 และมีรายจ่าย 95 ล้านบาท
เท่ากับว่า 2 ปี ขาดทุนรวม กว่า 100 ล้านบาท
ยังคงเป็นปริศนาต่อไปว่า เงินจำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท ล่องหนอยู่ในกระเป๋าของใคร หลังจากนี้ เป็นภาระอันหนักอึ้งของกระทรวงศึกษาธิการ โดย สกสค. ต้องเร่งติดตามเงินกลับคืนมา แม้จะดูริบหรี่ แต่ต้องมีความหวัง เพราะเป็นเงินของครูที่ถูกนำมาทุจริตชัดเจน ที่เป็นขบวนการอย่างให้อภัยไม่ได้ และอนาคตต้องป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่องค์กร อย่าให้ความรู้สึกของครูต้องเสียไปอีกครั้ง เพราะความโลภของคนไม่กี่คน
#คอลัมน์หมายเลข7 #ต้านทุจริตตามติดกลโกง #กองทุนเงินครู