คปท. บุก ก.ยุติธรรม ยื่นระงับพักโทษ ทักษิณ จับตาหลังพ้นโทษ หวั่นแทรกแซงการเมือง

คปท. บุก ก.ยุติธรรม ยื่นระงับพักโทษ ทักษิณ จับตาหลังพ้นโทษ หวั่นแทรกแซงการเมือง

View icon 28
วันที่ 7 พ.ค. 2569 | 11.36 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
คปท. บุกกระทรวงยุติธรรม ยื่นระงับพักโทษ "ทักษิณ" โวย! กรมราชทัณฑ์อ้างกฎหมายผิด บิดเบือนคำสั่งศาลฎีกาฯ ปมรักษาตัวนอกเรือนจำ ชี้เข้าข่ายผิดวินัย-ลักษณะต้องห้ามชัดเจน จับตาหลังพ้นโทษ หวั่นแทรกแซงการเมืองทำไทยมีนายกฯ หลายคน

7 พ.ค. 69 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยมี นายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับมอบแทน เพื่อขอให้ยับยั้งคณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ 3 คณะ ในประเด็นการพิจารณาการกระทำผิดวินัยหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังของนายทักษิณ ชินวัตร

โดย นายพิชิต เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ คปท. เคยมายื่นหนังสือทักท้วงไปแล้วเมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ค. กรมราชทัณฑ์ได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการพักโทษนายทักษิณ โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำความผิดซ้ำในเวลา 5 ปี ตามเงื่อนไขกฎหมายอาญามาตรา 92 และ 93 ซึ่งทาง คปท. มองว่ากรมราชทัณฑ์อ้างข้อกฎหมายผิด เหมือนการนำคดีแพ่งมาอธิบายคดีอาญา ทั้งที่ควรศึกษาว่าระหว่างที่นายทักษิณโดนหมายขังสั่งจำคุกตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค. 67 นั้นมีพฤติการณ์อย่างไร

ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษระดับเรือนจำกลางคลองเปรม ระดับกรม และระดับกระทรวง มีมติให้พักโทษนายทักษิณโดยติดกำไล EM นั้น ต่อมากรมราชทัณฑ์ยืนยันว่ากระบวนการเป็นไปตามกรอบกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคำชี้แจงข้อ 3 ที่ระบุว่านายทักษิณต้องโทษ 3 คดี ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี และศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าไม่อาจนำช่วงเวลาที่อยู่โรงพยาบาลตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ การบังคับโทษ 1 ปี จึงมิใช่การกระทำผิดซ้ำตามมาตรา 92 หรือ 93 และไม่ใช่กรณีนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษแล้วกลับมากระทำผิดอีกภายใน 5 ปี ทำให้นายทักษิณมีคุณสมบัติครบตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องในฐานะนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง

อย่างไรก็ตาม ทาง คปท. เห็นว่าการพิจารณาตามคำชี้แจงข้อ 3 ของกรมราชทัณฑ์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอ้างระเบียบกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยขาดการนำเอาคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่กลับนำมาอ้างบิดเบือนทำลายข้อเท็จจริง ทั้งที่ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาออกคำสั่งคือ 1. การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 และกฎกระทรวงฯ 2. การบังคับโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยทราบดีว่าตนไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน และ 3. จำเลยมีส่วนตัดสินใจปฎิเสธการผ่าตัดโรคหัวใจและกระดูกคอ แต่เลือกผ่าตัดนิ้วล็อกและเอ็นไหล่ขวาซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นผลให้การรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจขยายเวลาออกไป

นายพิชิต ย้ำว่า คำสั่งศาลฎีกาทั้ง 3 ประเด็นชัดเจนว่านายทักษิณ รับรู้และอยู่ในขบวนการบังคับโทษมิชอบ ซึ่งอาจมีโทษอาญาตามมาและเป็นการกระทำผิดวินัยระหว่างต้องขัง ซึ่งผู้ผิดวินัยจะไม่ได้รับการพักโทษตามลักษณะต้องห้ามในการนำตัวออกไปกักขังนอกเรือนจำ ตามประกาศกรมราชทัณฑ์ ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค) คือมีประวัติกระทำผิดวินัย หรือเคยกระทำผิดเงื่อนไขหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังในสถานที่อื่น ดังนั้นคณะกรรมการพักโทษทั้ง 3 คณะต้องนำประเด็นนี้มาพิจารณา ไม่ใช่ไปอ้างเรื่องการไม่กระทำความผิดซ้ำตามมาตรา 92 และ 93 ซึ่งการกระทำของกรมราชทัณฑ์อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

สำหรับการมายื่นหนังสือในช่วงเวลาที่ใกล้จะมีการปล่อยตัวนายทักษิณนั้น นายพิชิต ระบุว่า ไม่กังวล เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสามารถใช้อำนาจพิจารณาและสั่งประชุมใหม่ได้ ส่วนความกังวลหากนายทักษิณ ออกมาแล้วจะมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกหรือไม่นั้น นายพิชิต มองว่า แม้เจ้าตัวจะเคยบอกว่าจะออกมาเลี้ยงหลาน แต่สิ่งที่ทำกลับตรงกันข้ามมาโดยตลอด เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยที่มีนายทักษิณ เป็นแรงบันดาลใจจะถูกแทรกแซงและมีบทบาทมากขึ้นภายใต้การควบคุมของนายทักษิณ จนอาจทำให้เมืองไทยมีนายกฯ สองคน อีกคนอยู่บุรีรัมย์และอีกคนอยู่บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งจะทำให้บารมีของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยลดลงจนคล้ายกับมีตำแหน่งแต่ไม่มีอำนาจจัดการจริง และต้องรอดูว่านายทักษิณจะทำให้พรรคโตแบบเดิมหรือโตในแบบที่หัวหน้าพรรคพยายามผลักดัน คปท. จึงขอให้รัฐมนตรีพิจารณาทบทวนยับยั้งมติดังกล่าวอย่างรอบด้านต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง