นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

View icon 16
วันที่ 7 พ.ค. 2569 | 20.06 น.
ข่าวภาคค่ำ
แชร์
ข่าวภาคค่ำ - นายกรัฐมนตรี เผยลงนามร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแล้ว ยืนยันเงินทุกบาทถึงมือประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้ลงนาม ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาททูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเรียบร้อยแล้ว ที่ผ่านมาก็มีการกู้เงินลักษณะนี้ตลอด ซึ่งตนน่าจะเป็นนายกฯ คนที่ 8 แล้ว แม้คนที่จะไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็เคยกู้มาก่อน

ยืนยันว่า เงินกู้ทุกบาท ทุกสตางค์ จะส่งไปถึงประชาชนโดยตรง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และต้องให้การใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงว่า ที่ประชุมพรรคมีมติจะเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ต่อการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือ การสอดไส้ ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน

ขณะนี้ได้ประสานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ๆ ร่วมลงชื่อด้วยกัน จำเป็นจะต้องยื่นให้ทันภายในวันที่ 11-12 พฤษภาคมนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องยื่น ก่อนที่สภาฯ จะอนุมัติในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้

ส่วนในที่ประชุมสภาฯ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ถึงนายกฯ ว่า ในสภาวะที่รัฐบาลกำลังถังแตก จำเป็นต้องใช้เงินอย่างระมัดระวัง แต่สิ่งที่รัฐบาลทำ คือ สอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนอีก 2 แสนล้านบาท

นายภราดร ปริศนานันกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาตอบกระทู้แทนนายกฯ ยืนยันว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วน ต้องการนำเงินทุกบาทส่งให้ถึงมือประชาชน

ขณะที่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินว่า การกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยปีนี้ ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.6% ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี ขยายตัว 2.1% จากก่อนหน้านี้ประเมินวงเงินกู้ไว้เพียง 300,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทย โตเพียง 1.5%

ส่วนปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจจะโตได้ 1.6% ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีนี้น่าจะอยู่ที่ 3.0-3.1% จากเดิมคาด 2.9% ส่วนปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 1.4% จากเดิมคาดไว้ 1.5% ยืนยัน เศรษฐกิจไทย ยังไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน หรือ Stagflation แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากภาวะสงคราม และปัจจัยภายนอกที่อาจกระทบต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน อย่างใกล้ชิด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง