เช้านี้ที่หมอชิต - เกาะติดการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งฝ่ายค้านชัดเจนในจุดยืนว่า จะเข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตีความว่ากฎหมายฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ขณะที่มีความเคลื่อนไหวจาก "นายกฯ อนุทิน" ที่ให้สัมภาษณ์ก่อนบินไปประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ ตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ที่คัดค้านเรื่องดังกล่าว โดย นายกฯ บอกว่า "พรรคประชาธิปัตย์" ก็เคยกู้มาก่อน
"นายกฯ อนุทิน" ให้สัมภาษณ์ที่ บน.6 เมื่อวานเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งตอนนี้ได้ลงนาม และรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ที่คัดค้านเรื่องดังกล่าว โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาก็มีการกู้เงินในลักษณะนี้มาตลอด ตอนนั้นใช้ชื่อโครงการว่า "ไทยเข้มแข็ง" ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง "รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
นอกจากนี้ "นายกฯ อนุทิน" ย้ำว่า เงินทุกบาททุกสตางค์จะไปถึงพี่น้องประชาชนโดยตรง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย และทำให้ระบบสภาพคล่องทางการเงินของประเทศหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น และได้ประโยชน์มากขึ้น
และยืนยันว่า ต้องกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ไม่มีรั่วไหล และต้องไม่มีคำว่าโกง
สำหรับเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่ดำเนินการโดยรัฐบาล จะมีการแบ่งออกเป็น 2 ก้อน ก้อนละ 2 แสนล้านบาท ใช้ใน 2 แผนงาน ก้อนแรกจะเป็นการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ผ่านโครงการเยียวยาต่าง ๆ หลังจากเกิดวิกฤตด้านพลังงานไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ไทยช่วยไทย พลัส, คนละครึ่งพลัส, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ช่วยเหลือ SME และช่วยเรื่องปุ๋ย
ส่วนก้อนที่ 2 จะถูกนำมาใช้ส่งเสริม-สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานทดแทน หรือ พลังงานทางเลือก ทั้งการสนับสนุนให้ใช้โซลาร์เซลล์, รถ EV หรือ การพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งประเด็นที่ฝ่ายค้านตั้งประเด็นคำถาม คือ การใช้งบก้อนที่ 2 เป็นเรื่อง "จำเป็น เร่งด่วน หลีกเลี่ยงไม่ได้" ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
เมื่อวาน (7 พ.ค.) ในการประชุมสภาฯ ซึ่งเป็นวาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งได้ถามไปยัง "นายกฯ อนุทิน" เกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินฯ โดย นายกฯ ติดภารกิจ และมอบหมายให้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มาตอบแทน
นางสาวศิริกัญญา ยืนยัน ในสภาวะที่รัฐบาลกำลังถังแตก จำเป็นต้องใช้เงินอย่างระมัดระวัง แต่สิ่งที่รัฐบาลทำ คือ สอดไส้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท หากรัฐบาลต้องการจะกู้เงินจริง ๆ มองว่าควรแยกกู้คนละก้อน และก้อนหลังให้ออกเป็น พ.ร.บ. ให้มีรายละเอียดโครงการมาให้ชัดเจน
นอกจากนี้ นางสาวศิริกัญญา ตั้งคำถามเพิ่มเติมว่า ไม่ได้ติดใจการเยียวยาประชาชน แต่ขอให้ออกกฎหมายกู้เงินให้น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท เพราะคิดว่าอนาคตอาจไม่เหลือกระสุนไว้ให้ช่วยเหลือประชาชน
และที่สำคัญฝากไปถึงรัฐบาลด้วยว่า อย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วมายัดไส้โครงการไม่เร่งด่วนเพียงเพื่อหวังผลอื่น
ขณะที่ นายภราดร ปริศนานันกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้แทนนายกฯ ยืนยันว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วน วัตถุประสงค์หลัก คือ ต้องการนำเงินทุกบาททุกสตางค์ส่งให้ถึงมือประชาชน
ส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่คนมอง เพราะปัจจุบันจะเห็นได้ว่าก็มีประชาชนเดือดร้อนจากค่าไฟฟ้าที่แพง เพราะส่วนหนึ่งมาจากพลังงานฟอสซิลที่ผลิตไฟฟ้า และไทยก็เป็นอีกประเทศที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลมากที่สุด ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีวิกฤตแบบนี้หรือไม่ จึงนับเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนผ่านเรื่องพลังงาน
ส่วนประเด็นที่เหตุใดจึงไม่ได้ใส่ใน พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 นั้น เพราะตอนนี้กำลังมีการร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2570 ให้เสร็จในตุลาคมนี้แล้ว ทำให้หน่วยงานรัฐใส่ในแผนฯ ไม่ทัน ดังนั้น หากไปดูใน พ.ร.บ.งบฯ เชื่อว่าคงมีหน่วยงานไม่มากที่จะใส่โครงการเรื่องเปลี่ยนผ่านพลังงานไป เพราะเวลาจำกัด ดังนั้น จึงต้องใช้โอกาสนี้ออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ
หลังจากนั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นางสาวศิริกัญญาฯ ได้ออกมาแถลงข่าวยืนยันว่า พรรคประชาชนมีมติเข้าชื่อเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
โดยสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำ คือ การสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน
ขณะนี้ได้ประสานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านแล้ว และจำเป็นจะต้องยื่นให้ทันภายในวันที่ 11-12 พฤษภาคมนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่ต้องยื่นก่อนที่สภาฯ จะอนุมัติในวันที่ 14 พฤษภาคม
สำหรับการเข้าชื่อ สส. เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องนี้ต้องใช้เสียง สส. ไม่ต่ำกว่า 100 คน ซึ่งตามรายงานข่าวตอนนี้มี 2 พรรคที่มีจุดยืนร่วมกัน คือ ประชาชน และ ประชาธิปัตย์
เรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ยังไม่จบ เพราะเมื่อวาน (7 พ.ค.) มีความเห็นจาก "ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ" เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 69 เพิ่ม 0.6 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 2.1 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลจากฐานที่สูงในปีนี้จากการออกมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล
ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในบางเดือนอาจสูงถึง 4-5 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะทยอยปรับลดลงมา ซึ่งยอมรับการออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อแต่ไม่มากนัก หากพิจารณาทั้งปี