ห้องข่าวภาคเที่ยง - ตลอดสัปดาห์เราเกาะติดโครงการดินแลกน้ำ ที่จังหวัดปราจีนบุรี อยากจะชวนกันคิดต่อว่า สุดท้าย โครงการฯ ใน 4 สัญญา ที่กำลังเป็นปัญหา จะเดินต่อไปอย่างไร ท่ามกลางการคัดค้านของชาวบ้าน และกรวด หิน ดิน ทราย ที่ขุดลอกไป ซึ่งนายอำเภอนาดี ยืนยันว่า มีหลักฐานชั่ง ตวง วัด ชัดเจน แต่ไม่สามารถแสดงได้ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า กระบวนการอาจคลาดเคลื่อน จนสร้างความเสียหายต่อเงินแผ่นดินหรือไม่ ติดตามเรื่องนี้ จากคอลัมน์หมายเลข 7
แม้จนถึงขณะนี้ ยังบอกไม่ได้ว่า โครงการดินแลกน้ำ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ใน 4 สัญญา ที่ถูกชาวบ้านคัดค้าน
และปัจจุบัน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี มีคำสั่งให้ระงับดำเนินโครงการไว้ชั่วคราว สุดท้ายจะถูกยกเลิกหรือไม่
เพราะอยู่ในระหว่างให้ผู้รับจ้างกลับไปดำเนินการแก้ไขแบบ และวิธีการขุดลอกให้ถูกต้อง ใน 2 สัญญา ของ ตำบลสะพานหิน
และแก้ไขปัญหาถนนทรุด ปัญหาฝุ่นฟุ้งกระจาย ใน 2 สัญญา ของ ตำบลนาดี และสำพันตา
ขณะที่ท่าทีของนายอำเภอนาดี ดูเหมือนว่า จะเข็นให้โครงการเดินหน้าต่อ จากการให้สัมภาษณ์กับคอลัมน์หมายเลข 7 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ว่าได้ทำหนังสือถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ขอขยายเวลาระงับชั่วคราว 2 โครงการ ใน ตำบลสะพานหิน ออกไปอีก 30 วัน หลังครบกำหนดระยะเวลาแก้ไข เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569
ทั้งที่ครบกำหนดเวลาแล้ว ควรจะต้องถูกยกเลิก
แต่อีกมุมหนึ่ง นายอำเภอนาดี มองว่า ก็เป็น 2 โครงการ ที่น่าจะเดินต่อไปได้ยาก
ชนักติดหลังสำคัญ คือ รูปแบบและวิธีการขุดลอกไม่ครบถ้วน และเครื่องจักร ไม่ได้ขออนุญาตจากสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาฉะเชิงเทรา
กรณีนี้ถูกแจ้งความดำเนินคดี เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ สภ.นาดี
ชนักติดหลังลำดับถัดมา คือ ความคลาดเคลื่อนในการชั่ง ตวง วัด กรวด หิน ดิน ทราย ที่ขุดลอก เพราะหากเกินกว่าปริมาณดินขุดที่ระบุไว้ในสัญญา เท่ากับเงินแผ่นดินจะรั่วไหล
โดยทั้ง 4 สัญญา มีปริมานดินขุด รวมกันกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร
นายอำเภอนาดี ยืนยันว่า ต้องควบคุมให้ปริมาณดินขุดเป็นไปตามสัญญา และยอมรับว่า อาจมีความคลาดเคลื่อนในการชั่ง ตวง วัด จริง แต่อยู่ในเปอร์เซ็นต์น้อย
คอลัมน์หมายเลข 7 ตรวจสอบจนพบตารางบันทึกปริมาณขุดดินในโครงการฯ ของ ตำบลนาดี ซึ่งเป็น 1 ใน 4 สัญญา มีการบันทึกตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2568 และล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ปริมาณดินขุดในแต่ละวัน เฉลี่ยประมาณ 200-400 คิว
แต่น่าแปลกใจว่า ในตารางดังกล่าว กลับไม่ปรากฏลายมือชื่อของนายอำเภอนาดี หรือ นายสนธยา เฟื่องจรัล ปลัดอำเภอนาดี ทั้งที่มีชื่อให้ต้องลงนาม
ขัดแย้งกับการเปิดเผยของนายอำเภอนาดี ที่บอกว่า มีการตรวจสอบแล้ว
ขณะที่ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม แสดงให้เห็นภาพบริเวณเส้นทางคลองธรรมชาติ และบริเวณที่ดูดทราย โดยสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดปราจีนบุรี นำมาเปิดเผย เห็นภาพชัดเจนว่า มีการดูดทรายล้ำเข้ามาบนบก กินพื้นที่มากผิดปกติ
ประเด็นนี้ นายอำเภอนาดี อ้างว่า ข้อมูลที่คอลัมน์หมายเลข 7 ได้รับ อาจคลาดเคลื่อน และยืนยันว่า บางจุดที่มีการดูดทราย เป็นดินงอกเมื่อ 30-40 ปีก่อน
คอลัมน์หมายเลข 7 นำข้อมูลทั้งหมด ไปประสานขอความร่วมมือกับนายไพรัช การุณวงษ์ อัยการจังหวัด ประจำสำนักอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน
นายไพรัช เปิดเผยว่า เบื้องต้นจะเร่งประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเข้ามาตรวจสอบว่า โครงการดินแลกน้ำ เป็นไปตามสัญญาหรือไม่ และมีการขุดลอก นำกรวด หิน ดิน ทราย ไปเกินกว่าที่สัญญาระบุหรือไม่ หากเกินกว่ากำหนด ผู้รับจ้างต้องนำส่วนต่าง เป็นรายได้ตกเป็นของแผ่นดิน
ส่วนกรณีผู้ร้องได้รับความเสียหาย หรือถูกข่มขู่ สามารถไปร้องเรียนได้ที่อัยการกบินทร์บุรี
"ดินแลกน้ำ" เป็นโครงการที่ดี ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ไม่ให้ขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ให้มีน้ำใช้สำหรับอุปโภค บริโภค และการเกษตร แต่การจะบริหารจัดการโครงการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ต้องอาศัยความรอบคอบ รัดกุม ในการตรวจสอบ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามสัญญา เพราะอย่าลืมว่า พื้นที่แควหนุมาน และคลองยาง อำเภอนาดี ไม่เปิดสัมปทานทรายเกือบ 50 ปี จึงไม่ผิดที่สังคมจะตั้งคำถามว่า โครงการดินแลกน้ำนี้ อาจเกิดขึ้นเพื่ออำพรางสัญญา เอื้อต่อธุรกิจดูดทรายหรือไม่
ประเด็นนี้ คอลัมน์หมายเลข 7 จะเกาะติดอย่างต่อเนื่อง และหากมีความคืบหน้า จะมานำเสนอต่อไป