สนามข่าว 7 สี - โศกนาฏกรรม รถไฟบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ 206 ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 8 คน และเจ็บอีก 33 คน บริเวณจุดตัดทางรถไฟถนนอโศก-ดินแดง ใกล้กับสถานีแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน ขณะนี้ตำรวจแจ้งข้อหาผู้เกี่ยวข้องแล้ว 3 คน
คลิปนี้ ทีมข่าวสนามข่าว 7 สี ได้มาจากผู้ใช้ Facebook "แอดเบล นครบาล" โดยเป็นวินาทีหลังเกิดเหตุ มีทั้งชาวบ้าน และตำรวจที่วิ่งกรูตั้งใจจะเข้าไปดูอาการของพนักงานขับรถไฟ ว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ แต่กลับพบสภาพแบบนี้
คลิปนี้ต้องขอบคุณ นายกิตติพงษ์ พิมพูล อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ประจำจุด สน.คลองตัน ที่ส่งมาให้กับทีมข่าวฯ สภาพของ นายสยมพร พนักงานขับรถไฟ หากไม่ลงมาจากตำแหน่งคนขับก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะไม่ได้สวมเครื่องแบบ ผมเผ้ารุงรัง และมือไม้สั่นไปหมด
นายสยมพร ถูกตำรวจ สน.มักกะสัน คุมตัวไปที่โรงพัก แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดถึงผลการสอบปากคำ เพียงแต่มีการแจ้งข้อหา กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย
กระทั่งช่วงเย็นวานนี้ มีข่าวแจ้งจากกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยข้อมูลที่ได้รับจากตำรวจว่า ตรวจพบการใช้สารเสพติดในปัสสาวะของ นายสยมพร ยิ่งช็อกไปกว่านั้น ยังพบข้อมูลด้วยว่า นายสยมพร ยังไม่ได้รับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่จากกรมการขนส่งทางราง จึงมีคำสั่งให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่พนักงานขับรถไฟรายดังกล่าว และให้การรถไฟแห่งประเทศไทยตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง และสั่งพักงาน นายสยมพร และ นายอุเทน พนักงานคุมไม้กั้นที่เกี่ยวข้องทันที พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด และต้องสืบสวนเชิงลึกต่อไปว่า ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องปล่อยให้ผู้มีสารเสพติดมาปฏิบัติหน้าที่ขับรถไฟ ซึ่งต้องรับผิดชอบชีวิตคนจำนวนมากได้อย่างไร
หากวันนี้ (18 พ.ค.) ผลการตรวจสารเสพติดของ นายสยมพร ออกมาอย่างเป็นทางการ ก็จะทำให้ นายสยมพร ถูกแจ้งข้อหาเพิ่ม "เสพยาเสพติดให้โทษ" และข้อหา "เป็นผู้ขับขี่มีสารเสพติดในร่างกาย"
ส่วน นายอุเทน หลังโดนต้นสังกัดสั่งพักงานและสอบวินัยแล้ว ยังถูกตำรวจ สน.มักกะสัน เรียกตัวมาสอบปากคำด้วย โดยเจ้าตัวเดินทางมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หลังผ่านไป 2 ชั่วโมง จึงรู้ว่าตัวเองถูกแจ้งข้อหาด้วย คือ กระทำการประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ถึงกับหุบยิ้มทันที และมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างชัดเจน ก่อนที่จะถูกคุมตัวไปพิมพ์ลายนิ้วมือ และรอส่งตัวฝากขังผัดแรกในเช้าวันนี้ (18 พ.ค.)
เพราะเหตุใด นายอุเทน ถึงมีความผิดไปด้วย เนื่องจากผลการสอบปากคำที่ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง และคลิปที่นำมาตรวจสอบ ค่อนข้างชัดว่าแม้จะมีการยกธงแดงตีธงส่งสัญญาณให้หยุด แต่เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 30 วินาที ก่อนที่จะเก็บธง ทั้ง ๆ ที่ช่วงก่อนที่จะเกิดเหตุเพียงไม่กี่นาที ยังคงมีเสียงสัญญาณรถไฟดังมาเป็นระยะ และจากคำให้การของ นายอุเทน ก็มัดตัวว่าได้วิทยุแจ้งตามขั้นตอนแล้ว แต่พนักงานรถไฟไม่ตอบโต้ จึงมองได้ว่าเป็นความประมาท
ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน ยังเดินทางไปที่โรงพยาบาลคามิลเลียน เพื่อแจ้งข้อหาคนขับรถโดยสารประจำทางระหว่างพักรักษาตัว คือ กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย และจะส่งเรื่องขออำนาจศาลฯ ฝากขัง วันนี้ (18 พ.ค.) เช่นกัน
พลตำรวจโท สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่า คดีนี้กำชับให้พนักงานสอบสวนทำงานอย่างรัดกุมและลงรายละเอียดทุกขั้นตอน ทำให้รู้ว่าระเบียบและขั้นตอนการปฏิบัติของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน บกพร่อง ทั้งเรื่องการส่งสัญญาณเตือน ระยะห่างของหัวรถจักรกับจุดกั้นไม่เป็นไปตามข้อปฏิบัติ
สำหรับผลการตรวจข้อมูลจากกล่องดำของรถไฟเปิดเผยออกมาแล้ว พบขบวนรถไฟวิ่งเข้าปะทะรถเมล์ด้วยความเร็วประมาณ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีการหยุดรถด้วยระบบเบรกฉุกเฉิน (Emergency Brake) ก่อนถึงจุดปะทะประมาณ 100 เมตร เท่ากับว่าคนขับเริ่มเหยียบเบรกตั้งแต่ 100 เมตร ก่อนหน้านั้น และต้องหาทุกวิถีทางเพื่อหยุดรถ แต่หยุดช้าเกินไป จนเกิดเหตุการณ์ขึ้น
อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ยืนยัน ระบบอาณัติสัญญาณไม่ผิดปกติ และไม่บกพร่อง ยังทำงานได้อยู่ เพียงแต่ไม้กั้นไม่สามารถลงกั้นการจราจรได้ในขณะนั้น เพราะมีรถจอดขวางราง
ส่วนขบวนรถไฟที่พุ่งชน เป็นขบวนที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ มีน้ำหนักรวมหลายพันตัน การหยุดรถจำเป็นต้องใช้ระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร ดังนั้น แม้จะมีการใช้เบรกฉุกเฉิน แต่เริ่มเบรกก่อนถึงจุดชนเพียง 100 เมตรนั้น ถือว่าช้าเกินไป และเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถหยุดขบวนรถได้ทัน
สำหรับระเบียบการเดินรถของ รฟท. ระบุ พนักงานขับรถไฟต้องหยุดขบวนทันทีใน 3 สถานการณ์หลัก
1. เมื่อเห็นสัญญาณมือ หรือ ธงแดง พนักงานขับรถต้องหยุดรถไฟทันที
2. เมื่อพบป้ายสัญญาณบังคับให้หยุด เช่น ป้ายหยุดขอบดำหรือป้ายหยุดขอบแดง พนักงานขับรถต้องหยุดขบวนรถ โดยไม่ล้ำป้ายหยุด เมื่อหยุดนิ่งและปฏิบัติตามกฎแล้วจึงจะสามารถเคลื่อนขบวนต่อไปได้
3. เมื่อได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านวิทยุสื่อสาร ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ประจำสถานี หรือ นายสถานีตรวจสอบพบสิ่งกีดขวางบนราง เจ้าหน้าที่จะวิทยุสื่อสาร แจ้งเตือนพนักงานขับรถ ให้ลดความเร็วและจอดรอก่อนถึงจุดวิกฤต