เช้านี้ที่หมอชิต - ชุดสืบสวน สน.มักกะสัน ขึ้นรถไฟจำลองเหตุการณ์พิสูจน์ข้อเท็จจริง คดีอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง แต่นักข่าวจับผิดพบตู้รถไฟที่ทดสอบ ไม่ได้บรรทุกสินค้าเช่นเดียวกับวันเกิดเหตุ
เป็นภาพขณะพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน จำลองเหตุการณ์และบันทึกภาพบนหัวรถจักร ขณะรถไฟวิ่งออกจากที่สถานีหัวหมาก มุ่งหน้าสถานีอโศก ระยะทาง 9.2 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 19 นาที เพื่อตรวจสอบระยะการมองของคนขับรถไฟ และในการมองอาณัติสัญญาณ
ซึ่งหลังจากนี้ พนักงานสอบสวน จะนำภาพจากจำลองนี้ไปเปรียบเทียบคำให้การของ พนักงานควบคุมไม้กั้น, นายสยมพร พนักงานขับรถไฟ และ นายสิริภูมิ ช่างเครื่อง ที่ให้การเรื่องข้อปฎิบัติของการรถไฟแห่งประเทศไทย
โดยจะต้องพิสูจน์ข้อเท็จริง 2 ข้อ สำคัญคือ ตรวจสอบระยะการมองของคนขับรถไฟ ในการมองอาณัติสัญญาณต่าง ๆ ได้แก่ ธง, สัญญาณไฟ และ ยานพาหนะ ที่จอดคร่อมรางรถไฟ
และ 2. เพื่อตรวจสอบระยะเบรกของรถไฟ ก่อนถึงสถานี หรือ ซุ้มไม้กั้นถนน รวมถึงสังเกตการปฎิบัติหน้าที่ปกติของเจ้าหน้าที่ประจำซุ้มด้วยว่า ส่งสัญญาณล่วงหน้าในระยะเท่าใด
ชุดสืบสวนจะรวมรวมประเด็นเหล่านี้ มาเปรียบเทียบคำให้การของ พนักงานควบคุมไม้กั้น, นายสยมพร พนักงานขับรถไฟ และ นายสิริภูมิ ช่างเครื่อง ที่ให้การเรื่องข้อปฎิบัติของการรถไฟแห่งประเทศไทย
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ารถไฟที่เจ้าหน้าที่ใช้ในการจำลองเหตุการณ์เมื่อวานไม่ได้บรรทุกผู้โดยสาร หรือสินค้า จึงมีน้ำหนักที่แตกต่างกับรถไฟบรรทุกสินค้าในวันเกิดเหตุ ซึ่งน้ำหนักมีความสัมพันธ์ต่อความเร็ว และ ระยะการเบรก อย่างไรก็ตามตำรวจไม่ได้ชี้แจงในส่วนนี้ และยกเลิกการแถลงในช่วงเย็น
ส่วนความคืบหน้าคดี เบื้องต้นจากการสอบถามไปยัง พันตำรวจเอก กัมพล รัตนประทีป รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ทราบว่า ผลการตรวจสารเสพติดของ นายสิริภูมิ ช่างเครื่องรถไฟ จากโรงพยาบาลตำรวจ ไม่พบสารเสพติด พนักงานสอบสวนจึงกัน นายสิริภูมิ ไว้เป็นพยานในคดี
ขณะที่ในวันนี้ พนักงานสอบสวนได้นัดหมายสอบปากคำ นายสถานีมักกะสัน และนายสถานีคลองตัน เพื่อสอบถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานขับรถไฟ รวมถึงพนักงานควบคุมไม้กั้น ขณะเกิดเหตุว่าเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่
ขณะที่สาเหตุสำคัญของเหตุการณ์นี้ ส่วนหนึ่งคือความขาดวินัย ของผู้ใช้รถซึ่งจากข้อมูลของ ตำรวจ สน.มักกะสัน ที่ได้จากหลักฐานทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดและหลักฐานอื่น พบว่าวันเกิดเหตุ มีรถที่จอดคร่อมรางรถไฟในวันเกิดเหตุ ทั้งหมด 32 คัน ซึ่งตำรวจได้เรียกเจ้าของรถทั้ง 32 คัน มาชำระค่ปรับคนละ 500 บาท
ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 5 คัน ที่มาชำระค่าปรับแล้ว แต่อีก 27 คัน ยังมาไม่ชำระค่าปรับ นอกจากนี้ตำรวจกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลัง เพื่อเอาผิดผู้กระทำผิดฝ่าฝืนกฎจราจร
ซึ่งเมื่อวานนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบการจราจรบริเวณจุดเกิดเหตุอีกครั้ง พบว่าไม่มีผู้ใช้รถฝ่าฝืนกฎจราจร เนื่องจากประชาชน ส่วนใหญ่ เรียนรู้จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้