เช้านี้ที่หมอชิต - ตามต่อเรื่องของอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์เป็นให้ผู้ที่โดยสารมาบนรถเมล์เสียชีวิตมากถึง 8 คน เมื่อวานนี้ทางญาติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ มาติดต่อโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อรับร่างกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด
ตลอดทั้งวัน ญาติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสาร บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน เมื่อวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา เข้ารับร่างผู้เสียชีวิต ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ครบทั้งสิ้น 6 ครอบครัวแล้ว แบ่งเป็นชาวไทย 5 ครอบครัว ชาวเมียนมา 1 ครอบครัว ขณะที่อีก 2 ร่าง อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบ
ระหว่างที่ญาติเห็นร่างคนรักที่จากไป ต่างร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า โดยเฉพาะครอบครัวชาวเมียนมา แฟนหนุ่มถึงกับเป็นลม ทรุดลงจนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปประคอง
เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องพยุงตัวไปปฐมพยาบาล ทั้งนี้ครอบครัวของหญิงชาวเมียนมา ยังไม่สามารถรับศพกลับไปได้ เนื่องจากติดขั้นตอนเรื่องเอกสารกับสถานเอกอัครราชทูตเมียนมา คาดว่าจะรับศพได้วันพรุ่งนี้
ครอบครัวของ นายฑีฆา หรือ น้องแทน อายุ 33 ปี เดินทางมายังจุดเกิดเหตุ นิมนต์พระสงฆ์ 1 รูปจากวัดตรีทศเทพ มาทำพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณ พร้อมของเซ่นไหว้ประกอบไปด้วย กล้วย 2 ลูก, วุ้นกะทิใบเตย, น้ำเปล่า, ข้าวผัดกระเพราไข่ดาว ขนมจีบ และดอกกล้วยไม้
จากนั้นพ่อของ น้องแทน จุดธูป 5 ดอก หันหน้าออกไปทางทิศตะวันออกตามความเชื่อ เพื่อเปิดทางเชิญดวงวิญญาณ หรือ เรียกขวัญ ท่ามกลางบรรยากาศที่โศกเศร้า ครอบครัวและเพื่อนน้ำตาซึมขณะทำพิธี
ป้าของ "น้องแทน" เล่าว่า "น้องแทน" เป็นลูกคนที่สองในครอบครัว เรียนจบปริญญาโทจากประเทศออสเตรเลีย สามารถสื่อสารได้ 6 ภาษา และมีนิสัยเข้ากับคนได้ทุกประเภท
วันเกิดเหตุหลานชายนัดกับเพื่อนต่างชาติ ที่ห้างฯ แต่เห็นว่าเวลาเหลือ จึงเลือกเดินทางด้วยรถประจำทาง ทั้ง ๆ ที่คุณแม่เป็นคนมาส่งขึ้นรถไฟฟ้า สถานีบางหว้า และบอกให้ "น้องแทน" เดินทางด้วยแอร์พอร์ต เรลลิ้ง
จากนั้นครอบครัวของน้องแทน เคลื่อนศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลคืนแรก ที่ศาลา 5 วัดตรีทศเทพวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ ท่ามกลางบรรยากาศความโศกเศร้า
ส่วนความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทางครอบครัวยังไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินเยียวยา เพราะมองว่าเป็นเรื่องของสามัญสำนึกของแต่ละหน่วยงาน
ขณะที่ครอบครัวของ นางสาวเทียม หรือ "ป้าเทียม" มาทำพิธีเชิญดวงวิญญาณ เช่นกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าสลด ก่อนนำร่างไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด บ้านกระต่ายด่อน หมู่ที่ 15 ตำบลสมอ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดสะเกษ
จากนั้นเวลาประมาณ 20.00 น. คืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่นำร่างของ ป้าเทียม ส่งกลับถึงบ้านเกิด ใน จังหวัดศรีสะเกษ ทันทีที่รถเคลื่อนมาจอดหน้าบ้าน ญาติพี่น้องซึ่งมารอรับศพต่างพากันร้องไห้
โดยเฉพาะพี่สาวของป้าเทียม ร้องไห้โฮแทบขาดใจ จนญาติต้องช่วยกันประคอง
ขณะที่น้องสาวป้าเทียม ถือธูปเดินออกมาหน้าโลงศพกล่าวทั้งน้ำตาว่า "กลับมาถึงบ้านเกิดแล้วนะ" เพื่อเป็นการบอกกล่าวดวงวิญญาณของพี่สาวให้รับรู้
เบื้องต้นทางญาติจะตั้งบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรมศพป้าเทียมเป็นเวลา 2 คืน ก่อนจะมีพิธีฌาปนกิจในวันเสาร์นี้
ทางด้านครอบครัวของนางสาววิภารักษ์ หรือ น้องโรส อายุ 25 ปี เดินทางกลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัวแล้ว ที่วัดดอนสวรรค์ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ท่ามกลางบรรยากาศอันโศกเศร้า
ญาติพี่น้อง ชาวบ้าน และผู้นำชุมชนร่วมกันจัดเตรียมงานสวดอภิธรรมศพด้วยความอาลัย เพราะน้องโรสเป็นเด็กขยัน อัธยาศัยดี และเป็นที่รักของทุกคน
แม่บุญธรรม เผยทั้งน้ำตาว่า น้องโรสเป็นเสาหลักของครอบครัว ทำงานประจำและหารายได้เสริมเป็นดีเจ เพื่อช่วยดูแลคนในบ้านมาโดยตลอด แต่อนาคตที่กำลังสดใส ต้องมาสิ้นสุดลงจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ด้าน นางสาวสาธินี วาที แม่แท้ ๆ ของน้องโรส บอกว่า อยากให้มีการแก้ไขปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยของผู้โดยสาร เพราะรถเมล์ประจำทางผู้เดินทางต้องฝากชีวิตไว้กับคนขับ
ส่วนงานสวดอภิธรรมคืนแรก บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีแขกมาร่วมพิธีจำนวนมาก นอกจากนี้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการคมนาคม รวมทั้งนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ส่งพวงหรีดมาแสดงความอาลัยด้วย
สำหรับพิธีสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพของ นางสาววิภารักษ์ มีกำหนด 3 วัน และจะทำการฌาปนกิจวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคมนี้
นอกจากยังมีญาติที่ 1 ครอบครัวที่ยังตามหาผู้สูญหาย เดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ คือ ครอบครัวของ นางสาวสุภาพร หรือ แอล อายุ 34 ปี พนักงานสถาบันเสริมความงาม ย่านศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ ที่ขาดการติดต่อกับครอบครัวตั้งแต่ บ่าย 2 วันเกิดอุบัติเหตุ
โดยพ่อของ น้องแอล เข้าเก็บตัวอย่าง "ดีเอ็นเอ" ซ้ำอีกครั้ง ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ หลังเคยให้แพทย์เก็บตัวอย่างก่อนหน้านี้ ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จังหวัดเชียงใหม่ แต่ยังไม่ทราบผลตรวจ ทางครอบครัวยังคงเฝ้ารอผลตรวจ และหวังลึก ๆ ว่า จะมีปาฏิหาริย์
ส่วนพิสูจน์จากทางนิติเวชฯ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าอาจใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน จึงจะทราบผลพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล