“สิริพงศ์” เผย อนุมัติเงินเยียวยาเหยื่อแล้ว 6 คน จ่อฟันรถทุกคันที่ทับเส้นรางรถไฟ ฐานฝืนกฎจราจร ชี้ ใช้กองทุนเลขสวยแก้ปัญหาจุดตัดทางลักชุมชน-รางรถไฟ
วันนี้ (26 พ.ค.69) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย และได้รับความสูญเสียจากเหตุรถไฟชนรถเมล์ว่า การเยียวยาผู้เสียชีวิตมีการอนุมัติเงินเยียวยาแล้ว 6 คน จากทั้งหมด 8 คน โดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เยียวยา 2,900,000 ล้านบาท และจะมีอีก 300,000 บาท จากกองทุนคุ้มครองสิทธิ์ ซึ่ง ขสมก. และ รฟท.จะดำเนินการขออนุมัติต่อไป เช่นเดียวกับผู้บาดเจ็บได้มีการไปเยี่ยม และเยียวยาในเบื้องต้นแล้ว ส่วนผู้เคราะห์ร้ายอื่น ๆ จะดำเนินการต่อไป
ส่วนขั้นตอนการดำเนินคดีนั้น นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางรางจะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ขับรถไฟ ฐานประมาท และจะดำเนินคดีกับรถทุกคันที่จอดทับบริเวณรางรถไฟ ฐานฝ่าฝืนกฎจราจร ซึ่งพนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็จะดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า กระทรวงคมนาคมจำเป็นจะต้องถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า การถอดบทเรียนนั้น กระทรวงคมนาคมไม่เคยพูดถึง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ควรจะดำเนินกันมานานแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ถือเป็นเหตุที่รอการเกิด และปัญหาเหล่านี้ จำเป็นจะต้องมีการจัดการ และหลายจุดที่เป็นทางลักข้ามระหว่างทางรถไฟ และชุมชน ซึ่งมีอุปกรณ์ความปลอดภัยไม่ครบถ้วน ก็จะต้องแก้ไขทันที ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้มีการพูดคุยกับสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง หรือ สทร.เรียบร้อยแล้ว โดยจะนำงบประมาณจากกองทุนเลขทะเบียนสวย ไปจัดการกับปัญหาจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งจะนำร่องในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลก่อนจะขยายไปทั่วประเทศ ให้มีอุปกรณ์ความปลอดภัย และสัญญาณแจ้งเตือน ทั้งไฟเตือน เสียงหวูดแจ้งเตือนให้ครบถ้วน ซึ่งในอนาคตอาจจะมีไม้กั้นอัตโนมัติ มีระบบการตรวจจับ เพื่อลดความผิดพลาดมนุษย์ หรือ Human Error
ส่วนที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะคนบริหารจัดการไม่เพียงพอ จะต้องมีการรับเจ้าหน้าที่เพิ่มนั้น นายสิริพงศ์ ระบุว่า ถือเป็นข้อเสนอหนึ่งของสหภาพการรถไฟ แต่เชื่อว่า เทคโนโลยีสามารถทดแทนได้ ที่ผ่านมามีการลดคน แต่ไม่ได้มีการนำเทคโนโลยีมาให้ หรือหากจะต้องเพิ่มบุคลากร ก็อาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการจ้าง เพื่อไม่ให้เป็นภาระผูกพันงบประมาณนาน