อาชีพเลี้ยงผึ้งที่เคยสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างมั่นคง กำลังเผชิญวิกฤตในปีนี้ หลังต้นทุนการเลี้ยงพุ่งสูง ขณะที่ราคาน้ำผึ้งกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง จนผู้เลี้ยงหลายรายเริ่มถอดใจ
นายนิรุน อายุ 35 ปี ชาวตำบลบ้านถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เปิดเผยว่า ตนเองยึดอาชีพเลี้ยงผึ้งตามรอยพ่อที่ทำมานานกว่า 20 ปี หลังเรียนจบไม่มีงานทำ จึงกลับมาช่วยครอบครัวเลี้ยงผึ้งอย่างจริงจังมากว่า 10 ปี เห็นว่าเป็นอาชีพที่มีคู่แข่งไม่มาก และสามารถสร้างรายได้ปีละหลักแสนบาท
ปัจจุบัน ตนและเพื่อนร่วมงานยังคงเลี้ยงผึ้งที่เหลืออยู่ประมาณ 400 กล่อง โดยนำไปตั้งตามสวนของญาติและเพื่อนในพื้นที่ ทั้งใกล้และไกล เพื่อให้ผึ้งหาเก็บน้ำหวานจากดอกไม้และดอกหญ้า พร้อมดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจะเข้าไปตรวจทุก 8 วัน เพื่อตรวจสอบศัตรูของผึ้ง เช่น ตัวต่อและมด รวมถึงให้อาหารเสริมอย่างน้ำตาล เพื่อประคองให้ผึ้งอยู่รอด
เมื่อถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีการเคลื่อนย้ายรังผึ้งไปยังจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ เพื่อให้ผึ้งเก็บน้ำหวานจากดอกลำไย ก่อนจะนำน้ำผึ้งกลับมาจำหน่าย ซึ่งถือเป็นรอบการผลิตหลักของปี
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้สถานการณ์กลับไม่เป็นใจ ต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะค่าน้ำมันและน้ำตาลทรายที่ใช้เป็นอาหารเสริม จากเดิมราคากระสอบละประมาณ 600 บาท ปัจจุบันพุ่งเกือบ 1,000 บาท ขณะที่ราคาน้ำผึ้งกลับลดลง จากเดิมกิโลกรัมละ 100 บาท เหลือเพียง 70-80 บาท และบางแห่งลดลงถึง 50 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรในบางพื้นที่ ส่งผลให้ผึ้งตายจากการไปกินน้ำหวานหรือเกสรที่ปนเปื้อน ทำให้จำนวนรังผึ้งลดลงจากเดิมที่เคยเลี้ยงถึง 700 กล่อง เหลือเพียงประมาณ 400 กล่องในปัจจุบัน
“ปีนี้ยอมรับว่าขาดทุน หลายคนเลิกเลี้ยงไปแล้ว แต่ผมยังพอเหลือผึ้งอยู่ ก็ต้องทนสู้ต่อ เผื่อปีหน้าราคาจะดีขึ้น แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ก็คงสู้ไม่ไหวเหมือนกัน เพราะต้นทุนแพง แต่น้ำผึ้งกลับถูก มันสวนทางกัน” นายนิรุน กล่าว
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งในพื้นที่ ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ท่ามกลางราคาผลผลิตที่ตกต่ำ อาจส่งผลให้อาชีพเลี้ยงผึ้งที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น ต้องเผชิญความไม่แน่นอนในอนาคต