ตำรวจไทย รวบยากูซา บอสใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตุ๋นชาวญี่ปุ่น สูญเงินกว่า 1,000 ล้านเยน ขณะเช็กอินนาทีสุดท้าย ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมหนีไปประเทศที่สาม
วันนี้ (8 มิ.ย.69) พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม., ว่าที่ พ.ต.อ.นพรัตน์ จงเชิดตระกูล ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.นพรัตน์ คำมาก ผกก.สายตรวจ บก.ปพ. สั่งการให้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย กองกำกับการสืบสวนสอบสวน (บก.สส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ ACSC ร่วมกันควบคุมตัว นายทาคาฟุมิ (MR.TAKAFUMI) อายุ 31 ปี สัญชาติญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 12(7)
โดยมีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อถือว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุข หรือความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศออกหมายจับ” (กรณีถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร) ซึ่งสามารถจับกุมได้ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ
การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจาก พฤติการณ์ผู้ต้องหา เมื่อวันที่ 26-28 พ.ค.69 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 11 ประเทศ จัดปฏิบัติการ 3rd Joint Surge Week เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ที่ดำเนินการอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากปฏิบัติการดังกล่าว ศูนย์ ACSC
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้รับการประสานจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ในการติดตามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่สร้างความเสียหายให้ประเทศญี่ปุ่นมหาศาล ซึ่งจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นทราบว่า องค์กรยากูซ่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีฐานปฏิบัติการในกัมพูชา ภายใต้การสั่งการของนายทาคาฟุมิ โดยแก๊งนี้ ใช้วิธีหลอกลวงผ่านทางโทรศัพท์ถึง 3 ชั้น เริ่มจากการใช้เสียงอัตโนมัติโทรศัพท์ทางไกล แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทโทรคมนาคม NTT แจ้งเตือนว่าสายโทรศัพท์ของเหยื่อกำลังจะถูกตัดสัญญาณ และให้กดหมายเลข 1 หากต้องการติดต่อเจ้าหน้าที่ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อกดหมายเลขดังกล่าว ระบบจะโอนสายให้ทีมแนวหน้าหลอกถามข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ
จากนั้นจะส่งต่อให้ทีมที่สองและสาม สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานอัยการเขต ข่มขู่ว่าเหยื่อพัวพันกับยากูซ่าและบังคับให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ จากการสืบสวนขบวนการดังกล่าวยังมีพฤติการณ์ล่อลวงคนจากญี่ปุ่นด้วยโพรไฟล์รับสมัครงานปลอม ก่อนบังคับจับขึ้นเครื่องบินไปลงที่พนมเปญ เพื่อกักขังและบังคับให้ทำงานเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเครือข่ายนี้ก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 40 คดีในปี 2024 กวาดเงินไปกว่า 1,000 ล้านเยน หรือกว่า 200 ล้านบาทไทย
และเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.69 เวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับ ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้รับประสานข้อมูลว่านายทาคาฟุมิได้ใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ซ่อนตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีของประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทำงานแข่งกับเวลา สืบสวนแกะรอยพบว่า นายทาคาฟุมิเตรียมใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลบหนี โดยจองตั๋วเครื่องบินมุ่งหน้าไปยังประเทศที่สาม ทันทีที่ทราบข้อมูลดังกล่าว เจ้าหน้าที่กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย กก.2 บก.สส.สตม. จึงเดินทางเข้าพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ วางกำลังแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว กระทั่งพบนายทาคาฟุมิเดินทางเข้ามาบริเวณเคาน์เตอร์เช็กอิน นาทีสุดท้ายก่อนเคาน์เตอร์เช็กอินปิด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าแสดงตัว พร้อมแจ้งเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักรและเข้าควบคุมตัวนำส่งห้องกัก กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อเตรียมผลักดันกลับไปรับโทษตามกฎหมายที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยไปยังพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวังประกาศรับสมัครงานผ่านช่องทางออนไลน์ที่อ้างว่าไปทำงานในต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน) โดยเสนอเงื่อนไข "รายได้สูง งานสบาย เดินทางฟรี" พฤติการณ์เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ เมื่อท่านหลงเชื่อและเดินทางไปถึง จะถูกยึดหนังสือเดินทาง ถูกกักขัง ทำร้ายร่างกายและบังคับขู่เข็ญให้ทำงานเป็นพนักงานโทรศัพท์หลอกลวง หากพบโฆษณาชวนเชื่อลักษณะนี้ ขอให้ตรวจสอบกับกรมการจัดหางานกระทรวงแรงงาน ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง และหากท่านได้รับสายโทรศัพท์ที่เป็นระบบเสียงอัตโนมัติ หรือบุคคลที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ หรือพนักงานบริษัทโทรคมนาคม โดยมีพฤติการณ์ข่มขู่ว่าบัญชีของท่านพัวพันกับอาชญากรรม ยาเสพติด หรือกลุ่มอิทธิพลมืด และบังคับให้ "โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์" ขอให้ท่านตั้งสติและ "ตัดสายทิ้งทันที" เพราะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยไม่มีนโยบายโทรศัพท์ไปข่มขู่ หรือให้ประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวเพื่อตรวจสอบในทุกกรณี