สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะยุติปฏิบัติการทางทหารในทันทีและถาวรในทุกแนวรบ ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้ง ส่วนเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเจรจาต่อในภายหลัง
วันนี้ (15 มิ.ย. 69) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โพสต์ผ่าน ทรูธ โซเชียล ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงยุติสงครามแล้ว ขอแสดงความยินดีกับทุกฝ่าย ผมขอสั่งให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่เสียค่าผ่านทางในวันศุกร์ และให้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านโดยทันที เรือทั่วโลก เตรียมสตาร์ตเครื่องยนต์ได้เลย ปล่อยให้น้ำมันกลับมาไหลได้อีกครั้ง
โดยบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ฉบับนี้ มีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ (19 มิ.ย. 69) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่รายละเอียดที่ชัดเจนของข้อตกลงยังไม่ถูกเปิดเผยในทันที
ทางนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ระบุว่า ข้อตกลงนี้ครอบคลุมการยุติปฏิบัติการทางทหารอย่างถาวรในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการเจรจา ที่ผ่านมาเลบานอนเป็นจุดสำคัญที่เป็นปัญหา เนื่องจากอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยังคงโจมตีกันต่อเนื่อง แม้ “ทรัมป์” และหลายฝ่ายจะเรียกร้องให้หยุดยิงก็ตาม
ขณะที่สำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านระบุว่า สงครามและปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบ รวมถึงเลบานอน จะยุติลงอย่างถาวรตั้งแต่คืนวันจันทร์เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีปฏิกิริยาทันทีจากอิสราเอล ซึ่งก่อนหน้านี้ระบุว่า ไม่ได้เป็นภาคีในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยข้อตกลงนี้เกิดขึ้นในวันอาทิตย์ ซึ่งขณะนั้นอิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอน ซึ่งสร้างเสียงวิจารณ์จากทั้งอิหร่านและ “ทรัมป์” โดย “ทรัมป์” ยังให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทมส์ เรียกนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลว่าเป็น “คนที่รับมือยากมาก” และบอกว่า ผู้นำอิสราเอลควรขอบคุณตนที่ช่วยให้อิสราเอลพ้นจากภัยคุกคามของอิหร่านที่อาจมีอาวุธนิวเคลียร์
แม้กรอบข้อตกลงนี้จะถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการยุติสงคราม แต่ประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดอย่าง “โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน” ยังไม่ได้ข้อสรุปขั้นสุดท้าย และจะถูกนำไปเจรจาต่อในภายหลัง
ทาง “คาเซม การีบาบาดี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ระบุว่า ข้อตกลงที่ครอบคลุมมากขึ้นจะมีการเจรจาในช่วงหยุดยิง 60 วัน ซึ่งจะรวมถึงประเด็นการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน
ขณะที่นักวิจารณ์บางส่วนมองว่า “ทรัมป์” ยอมให้ประเด็นนิวเคลียร์ถูกเลื่อนออกไปเจรจาภายหลัง เพื่อให้สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดสงครามได้ก่อน โดย “แมทธิว มิลเลอร์” อดีตโฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ในยุครัฐบาล โจ ไบเดน ระบุว่า “ทรัมป์” ให้สัมปทานสำคัญกับอิหร่าน เพื่อกลับไปสู่สถานะเดิมก่อนสงคราม แต่ยังไม่มีหลักประกันว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะถูกจัดการอย่างแท้จริง