ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เตือนระวังกลลวง มิจฉาชีพ สัปดาห์เดียว เหยื่อถูกหลอกรวม 5,391 คดี สูญเงินรวมกว่า 155 ล้านบาท

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เตือนระวังกลลวง มิจฉาชีพ สัปดาห์เดียว เหยื่อถูกหลอกรวม 5,391 คดี สูญเงินรวมกว่า 155 ล้านบาท

View icon 27
วันที่ 15 มิ.ย. 2569 | 12.08 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
วันนี้ (15 มิ.ย. 69) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 7-13 มิ.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,391 คดี มูลค่าความเสียหาย 155,426,345 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มข้นจากห้วงวันที่ 30 พ.ค.- 6 มิ.ย.69 จำนวน 36 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 27,423,654 ล้านบาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด มีจำนวนคดีอยู่ที่ 4,541 คดี ครองสัดส่วนถึง 84.2% ของคดีทั้งหมด และสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด มูลค่ารวมกว่า 50.6 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นระหว่างภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับภัยคุกคามที่สร้างผลกระทบรุนแรง

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถิติจังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด 3 อันดับด้วยกัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร , นนทบุรี และปทุมธานี แต่ในทางกลับกัน หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหาย กลับพบว่า จังหวัดที่มีมูลค่าความเสียหายมากที่สุด กลับเป็น

1. ปทุมธานี ที่มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 16 ล้านบาท
2. กรุงเทพมหานคร มีมูลค่าความเสียหายกว่า 9.2 ล้านบาท
3. นนทบุรี มีมูลค่าความเสียหายกว่า 2.4 แสนบาท

ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคง พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะใน กลุ่มอายุ 21-30 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมานานหลายสัปดาห์ติดต่อกัน

และเมื่อจำแนกตามประเภทคดีพบว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1.คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2. คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3. คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่าง ๆ จนมีผลการปฏิบัติการต่างๆ สามารถจับกุมขบวนการสแกมเมอร์ ได้ทั้งหมด 3 เคส มีผู้ต้องหาจำนวน 4 คน (ชาวไทย 2 คน และชาวเวียดนามอีก 2 คน) พร้อมตรวจยึดเงินสดได้ทั้งหมด 147,000 บาท

ขณะเดียวกัน มีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 14 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 16 คน คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 10 ล้านบาท โดยมีผลการจับกุมที่น่าสนใจ ดังนี้

คดีที่ 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมสร้างตนเอง จ.พิษณุโลก เข้าจับกุมแรงงานเถื่อน สัญชาติเวียดนามจำนวน 2 คน ได้แก่ Mr. Ta Trung Tung และ Mr. Le Thanh Quang หลังได้รับแจ้งจากสายลับให้เข้าตรวจสอบแรงงานเถื่อนที่ พักอาศัยอยู่ในบ้านพักในพื้นที่ ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นของชายไทยคนหนึ่ง

จากการตรวจสอบภายในบ้านพักอาศัย พบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จำนวน 3 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 18 เครื่อง โดยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ยังเปิดใช้งาน และปรากฏการสนทนาผ่าน 2 แอปพลิเคชัน เป็นการสนทนากับหญิงสาวชาวเวียดนามจำนวนมาก

โดยผู้ใช้งานมีการสร้างโปรไฟล์ปลอมหรือแสดงตนเป็นบุคคลอื่น เข้าไปพูดคุยในลักษณะหลอกให้รักแล้ว ก่อนลวงให้หญิงสาวเหล่านั้นโอนเงินมาให้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวบุคคลต่างด้าวทั้ง 2 คน พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือไว้ตรวจสอบ ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี รวมถึงขยายผลถึงชายไทยผู้เป็นเจ้าของบ้านพักดังกล่าวต่อไป

คดีที่ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.หัวหมาก เข้าจับกุมนายพัชร อายุ 19 ปี ได้บริเวณหน้าตู้ ATM ในพื้นที่ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

พร้อมของกลาง
1. เงินสด จำนวน 107,000 บาท ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกง
2. บัตรATM จำนวน 4 ใบ
3. โทรศัพท์มือถือ
4. เงินสด จำนวน 500,000 บาท ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถ จยย.ของ นายพัชร ขับขี่
5. จยย. สีแดง-ดำ

รวมเงินสดจำนวน 607,000 บาท  ​สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สน.หัวหมาก ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบจนกระทั่งมาถึงจุดจับกุม พบ นายพัชร ผู้ต้องหา ยืนกดเงินอยู่บริเวณตู้ ATM ในพื้นที่ ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร  โดยมีท่าทางพิรุธต้องสงสัย และเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รีบเดินกลับมาที่รถจยย. ตนเองทันที

เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเข้าแสดงตัว พร้อมตรวจค้น เจอของกลางดังกล่าง จากการสอบถาม นายพัชร ถึงที่มาของเงินสดและบัตรATM ผลปรากฎว่า นายพัชรฯ ไม่สามารถตอบได้ถึงที่มาของเงินสด และ บัตรATM ดังกล่าว และรับว่ายังมีเงินสดอีกจำนวน 500,000 บาท อยู่ใต้เบาะรถจยย.

โดยนายพัชร ให้การว่า ได้มีชายชาวจีนไม่ทราบชื่อสกุลจริง ได้นำบัตร ATM ทั้งหมด 4 ใบมาให้ตนไปกดเงินสด จำนวน 607,000 บาท และเมื่อได้เงินสดมา ชายชาวจีนจะมารับเงินสดไป

โดยตนได้รับค่างจ้างในการกดเงินสดและนำเงินสดไปให้ ครั้งละ 1,000 บาท และชายชาวจีนได้ว่าจ้างให้ตนนำบัตร ATM มากดเงินสด จำนวนหลายครั้ง ตั้งแต่เดือน เมษายน 2569 เบื้องต้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ ดังนี้

เคสที่ 1 เป็นการเคสต่อเนื่องจากครั้งก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC รีบติดต่อผู้เสียหายเป็นชาย วัย 37 ปี หลังพบว่าได้ทำธุรกรรมการเงินผิดปกติและยังโอนเงินไปยังบัญชีม้า จำนวน 200,000 บาท โดยครั้งนั้นได้เตือนผู้เสียหายถึงกลโกงมิจฉาชีพ ว่าเป็นการหลอกลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์และให้หยุดโอนเงิน

แต่ผู้เสียหายไม่เชื่อ และยังมีการโอนเงินไปเพิ่มเติม โดยอ้างว่าเป็นการโอนเพื่อแลกเหรียญสำหรับแทรดหุ้น ศูนย์ ACSC จึงรีบประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งครุ เข้าช่วยเหลือเหยื่อและหยุดการโอนเงินเพิ่มทันที ซึ่งครั้งนี้อธิบายกันนาน

จนกระทั่่งผู้เสียหายยอมเชื่อและรับปากจะไม่โอนซ้ำอีก ก่อนแนะนำให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป เบื้องต้นพบมูลค่าความเสียหายกว่า 800,000 บาท

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิง วัย 45 ปี แต่ไม่พบตัวที่บ้าน จึงได้ติดต่อเพื่อสอบถาม ทราบว่าถูกคนที่รู้จักกันผ่านแอปพลิเคชันหนึ่ง ซึ่งชักชวนลงทุนเทรดทอง ก่อนชวนแอดไลน์เพื่อคุยรายละเอียด

จากนั้นลวงให้ลงทุน และให้เงินปันผลในช่วงแรก ๆ เมื่อได้ปันผล ก็หลอกให้เทรดเงินลงไปเพิ่ม จนสุดท้ายก็ไม่สามารถนำเงินปันผลออกมาได้ รวมมูลค่าเสียหายกว่า 792,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้รวบรวมพยานหลักฐาน และเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

เช่นเดียวกับเคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 65 ปี ที่พบการชักชวนการลงทุนซื้อขายทองผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก

ก่อนที่คนร้ายจะชวนไปคุยรายละเอียดต่อในไลน์ เมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปลงทุนในช่วงแรก ๆ ก็ได้รับเงินปันผลจริง แต่เมื่อโอนเงินไปเรื่อยๆ ก็เข้าแผนประทุษกรรมคนร้ายทันที และไม่ได้รับเงินปันผลตามที่ตกลงกันไว้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าช่วยเหลือและบอกเล่าถึงกลโกงมิจฉาชีพดังกล่าว มูลค่าความเสียหายเคสนี้ อยู่ที่ 627,000 บาท

จากเคสข้างต้น จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงในแผนประทุษกรรมใดก็ตาม แต่สิ่งที่เป็นพฤติกรรมเด่น คือ “การชักชวนให้ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น” เช่น Line หรือ Telegram

รูปแบบการหลอกลวงพบว่ามิจฉาชีพจะเริ่มทักทายหรือลงโฆษณาผ่านทางแพลตฟอร์มหลัก เช่น Facebook, TikTok, Instagram หรือแอปพลิเคชันซื้อขายสินค้าและแอปหาคู่

จากนั้นจะใช้ข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อดึงออกจากแพลตฟอร์มหลัก อ้างเหตุผลเพื่อความสะดวก ระบบแจ้งเตือนไว หรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล แต่แท้จริงแล้วเป็นอุบายเพื่อดึงเหยื่อเข้าสู่ “กลุ่มแชตที่มีแต่หน้าม้า” ซึ่งคนกลุ่มนี้จะใช้บัญชีอวตารมาคอยส่งรีวิวปลอม โชว์สลิปโอนเงิน และโพสต์ภาพกำไรปลอมๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือรุมกดดันจนเหยื่อหลงเชื่อและยอมโอนเงินในที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง